Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
สินค้า โรงพยาบาล
ปิด

แคลเซียมกับโรคกระดูกพรุน

photo

แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญ  ประมาณร้อยละ 99 ของแคลเซียมในร่างกายใช้ในการสร้างกระดูกและฟัน เพิ่มความหนาแน่นให้กระดูก ทำให้กระดูกมีความแข็งแกร่ง ส่วนอีกร้อยละ 1 อยู่ในเลือดมีบทบาทควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่น การหดตัวของกล้ามเนื้อ การเต้นของหัวใจ การแข็งตัวของเลือดเมื่อมีบาดแผล  การทำงานของระบบประสาท และช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์หลายชนิด

แคลเซียมไม่พอ เสี่ยงกระดูกพรุน

หากได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกออกมาใช้ เมื่อเกิดขึ้นเป็นประจำแคลเซียมในกระดูกจะถูกดึงออกมามากจนกระทั่งกระดูกพรุน เปราะ ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลงจึงแตกหักได้ง่ายแม้ว่าได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นอาการของ  “โรคกระดูกพรุน”  และถ้าได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอตั้งแต่เด็ก  โอกาสที่จะเกิดโรคกระดูกพรุนก็มีเพิ่มขึ้น

ปริมาณแคลเซียมที่คนไทยควรบริโภค ใน  1  วัน

photo

 

การดูดซึมของแคลเซียม

ปริมาณแคลเซียมที่สะสมในร่างกายจะมีปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการดูดซึมและการขับออกจากร่างกาย

ปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีการดูดซึมแคลเซียม

  1. วิตามินดี เป็นตัวเร่งให้มีการสังเคราะห์โปรตีนในชั้นเยื่อมูกของผนังลำไส้ ซึ่งแคลเซียมจะเกาะติด และถูกลำเลียงผ่านผนังลำไส้ เข้าสู่กระแสโลหิต ดังนั้นเมื่อมีวิตามินดี การดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้เกิดได้ดีกว่า วิตามินดีได้จาก 2 แหล่ง คือจากแสงแดด และอาหารพวกปลา ไข่แดง ตับ เนย เป็นต้น

  2. ความเป็นกรดอ่อนๆในอาหาร แคลเซียมจะละลายได้ง่ายในอาหารที่เป็นกรดอ่อนๆ 

  3. แลคโตส ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น 15-50% ดังนั้นนมสดจึงเหมาะที่เป็นอาหารสำหรับแหล่งแคลเซียม

  4. อัตราส่วนแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสในอาหาร ผู้ใหญ่ควรเป็น 1:1 และ 2:1 ในอาหารเด็ก

  5. ความต้องการแคลเซียมของร่างกายของหญิงให้นมบุตร และในช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่มีความต้องการสูง อาจดูดซึมได้ถึง 50%

ปัจจัยการยับยั้งการดูดซึมแคลเซียม

  1. ปริมาณสาร ออกซาลิกแอซิค ในอาหารจะรวมกับแคลเซียมในอาหารเกิดเป็นแคลเซียมออกซาเลท เป็นสารประกอบที่ไม่ละลายน้ำ ดังนั้นแคลเซียมจึงไม่สามารถดูดซึมได้ พบในพืช พวกผักโขม ปวยเล้ง ใบชะพลู หน่อไม้ ผักแพว

  2. ปริมาณไฟติกของพวกแอซิค จะไปรวมตัวกับแคลเซียมเป็น แคลเซียมไฟเตทซึ่งไม่ละลายน้ำและไม่ถูกดูดซึมในลำไส้เล็ก พบในเปลือกนอกของพวกธัญพืช ผักใบเขียว

  3. การเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร ถ้ามีการเคลื่อนไหวเร็ว จะทำให้การดูดซึมแคลเซียมลดลง เพราะลดระยะเวลาที่อาหารได้สัมผัสกับผนังลำไส้

  4. การบริโภคอาหารที่มีเส้นใยอาหารมาก เส้นใยจะจับกับแคลเซียมในทางเดินอาหารทำให้แคลเซียมไม่ถูกดูดซึมในลำไส้

 การเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก

การบริโภคแคลเซียมให้เพียงพอในทุกช่วงวัยมีความจำเป็นอย่างยิ่ง  และสามารถปฏิบัติได้อย่างง่ายโดยการดื่มนมและบริโภคอาหารไทยที่มีแคลเซียมปานกลางและสูงทุกวัน  การบริโภคแคลเซียมจากอาหารนอกจากจะได้รับแคลเซียมแล้ว  ยังได้รับสารอาหารอื่นๆ  ที่มีความจำเป็นสำหรับกระดูกอีกด้วย  และถ้าได้รับแคลเซียมเพียงพอร่วมกับการได้รับแสงแดดและการออกกำลังกายเป็นประจำ  รวมถึงการหลีกเลี่ยงสารเสพติดจะช่วยเสริมสร้างร่างกายและกระดูกให้มีสุขภาพดียิ่งขึ้น

แหล่งอาหารแคลเซียม

 การบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมสูงเป็นการเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างกายและป้องกันการดึงแคลเซียมจากกระดูก

 นมและผลิตภัณฑ์นม  เป็นแหล่งของแคลเซียมที่ดีเนื่องจากนมมีปริมาณแคลเซียมสูงและร่างกายนำไปใช้ได้มาก  นม 1 กล่อง (250ซีซี) ให้แคลเซียม 300 มิลลิกรัม ฉะนั้นการดื่มนมโดยเฉพาะนมพร่องมันเนยหรือไขมันต่ำวันละ 2 กล่องจะได้แคลเซียมถึง 2ใน3 ที่ร่างกายต้องการใน 1วัน และเป็นแคลเซียมที่ดูดซึมได้ดี

ปลาและสัตว์เล็กอื่นๆ  ที่สามารถกินได้ทั้งกระดูกหรือเปลือก  เช่น  ปลาซิว  ปลาเกร็ดขาว ปลาไส้ตัน

ปลาซาร์ดีนกระป๋อง  กุ้งฝอย  กุ้งแห้ง  

ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์

เป็นแหล่งของแคลเซียม  เช่น เต้าหู้แข็ง  เต้าฮวย  (ไม่ใช่เต้าหู้หลอดไข่)    น้ำเต้าหู้มีปริมาณแคลเซียมไม่มากจึงไม่ใช่แหล่งแคลเซียมที่ดี  แต่เต้าหู้ถือเป็นแหล่งของแคลเซียมที่ดีและโปรตีนสูง

ผักใบเขียว

ผักที่มีแคลเซียมสูงและร่างกายนำไปใช้ได้มาก เช่น  ผักกวางตุ้ง  ผักคะน้า   ผักบางชนิดแม้ว่าจะมีแคลเซียมสูง  แต่ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อยเพราะมีปริมาณสาร ออกซาเลตสูง  เช่น ใบชะพลู  ผักโขม

 

ปวยเล้ง    จึงควรกินในปริมาณที่พอควร และเพื่อทำให้การดูดซึมดีขึ้นควรบริโภคในลักษณะอาหารที่มีความเป็นกรดอ่อนๆ เช่น ยำ น้ำพริก แกงส้ม หรือเมี่ยงคำเป็นต้น

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน

  1. หลีกเลี่ยงการรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ในปริมาณที่มากจนเกินไป เนื่องจากการรับประทานโปรตีนมากและรับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมเพิ่มมากขึ้นได้

  2. หลีกเลี่ยงหรืองดรับประทานอาหารรสเค็มจัด เนื่องจากอาหารรสเค็มมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมจะทำให้ร่างกายขับน้ำออกทางปัสสาวะมากขึ้นและขับแคลเซียมตามออกมาด้วย จึงทำให้การสูญเสียแคลเซียมจากร่างกายทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น

  3. หลีกเลี่ยงหรืองดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น น้ำชา กาแฟ เพราะคาเฟอีนจะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น

  4. หลีกเลี่ยงหรืองดดื่มน้ำอัดลม เนื่องจากมีส่วนผสมของฟอสฟอรัสสูง ฟอสฟอรัสจะรวมตัวกับแคลเซียมในร่างกาย ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดเสียสมดุล ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำแคลเซียมไปใช้ได้ตามปกติ จึงทำให้แคลเซียมในร่างกายลดลง

  5. หลีกเลี่ยงหรืองดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย และทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำในปริมาณมากนั้นจะทำให้แคลเซียมลดต่ำลง

  6. หลีกเลี่ยงหรืองดสูบบุหรี่ เนื่องจากนิโคตีนในบุหรี่ขัดขวางการนำแคลเซียมไปใช้ ทำให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ได้ลดลง

 


ศูนย์รักษากระดูกหักกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ
บริการให้คำปรึกษาและวิเคราะห์ปัญหากระดูกหักตลอด 24 ชั่วโมง
โดยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกหัก 
โทร. 0 2310 3000 หรือ E-mail:  BFC@bgh.co.th