Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
ซื้อโปรโมชั่นแพคเกจออนไลน์
ปิด

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม จากสาเหตุของข้อสะโพกเสื่อม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

เทคนิคผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่
ไม่ตัดกล้ามเนื้อ ซ่อนแผลผ่าตัด

แผลเล็ก ลดแผลเป็น เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว เคลื่อนไหวสะดวก อ่านรายละเอียด

 

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมคือการผ่าตัดเพื่อนำส่วนของข้อสะโพกเดิมที่เสื่อมสภาพ, กระดูกตายหรือแตกหักออก และทดแทนข้อใหม่ด้วยข้อสะโพกเทียม(Prosthesis) เพื่อให้มีการเคลื่อนไหว คล้ายคลึงการเคลื่อนไหวของข้อจริงมากที่สุด

 

สาเหตุของการปวดข้อสะโพกเรื้อรัง

สาเหตุที่พบบ่อยของการปวดข้อสะโพกเรื้อรัง คือ โรคหัวกระดูกสะโพกขาดเลือด, โรคข้อเสื่อม, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, และโรคข้อเสื่อมจากอุบัติเหตุ

  • โรคหัวกระดูกสะโพกขาดเลือด (Avascular necrosis) เป็นภาวะที่หัวกระดูกสะโพกขาดเลือดมาเลี้ยง ทำให้หัวกระดูกสะโพกยุบตัวพบบ่อยในคนที่มีอายุประมาณ 30 - 40 ปี สาเหตุมักเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ยาสเตียรอยด์, อุบัติเหตุกระดูกสะโพกเคลื่อนหรือคอกระดูกสะโพกหักเคลื่อน, และการฉายรังสีบริเวณกระดูกสะโพก

  • โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) มักเกิดในผู้ป่วยอายุมากกว่าห้าสิบปีและบ่อยครั้งมีประวัติครอบครัวเป็นโรคข้อเสื่อม บางครั้งอาจเกิดจากการกระตุ้นให้ผิวข้อไม่เรียบแต่กำเนิด เมื่อผิวข้อสะโพกที่ไม่เรียบมาเสียดสีกันก็เป็นเหตุให้ปวดข้อสะโพกและมีการเคลื่อนไหวที่ติดขัด

  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) เป็นโรคที่เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ ก่อให้เกิดอาการอักเสบแบบไม่ติดเชื้อ เกิดได้กับข้อต่าง ๆทั่วร่างกาย มีอาการอักเสบแบบเป็นๆหายๆ เกิดการทำลายของผิวข้อ ผู้ป่วยมักมีอาการหลายข้อ ที่พบบ่อยคือข้อนิ้วมือ มักมีอาการข้ออักเสบมาเป็นเวลานาน

  • โรคข้อเสื่อมจากอุบัติเหตุ (Traumatic Arthritis) เกิดตามหลังการบาดเจ็บหรือกระดูกหักบริเวณข้อสะโพกผิวข้ออาจถูกทำลาย หรือเกิดภาวะหัวสะโพกขาดเลือด ทำให้เกิดการปวดสะโพกข้อยึดเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมในที่สุด

  • โรคคอกระดูกสะโพกหัก (Femoral neck fracture) พบได้ในทุกกลุ่มอายุ แต่จะพบมากในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคกระดูกพรุนที่ประสบอุบัติเหตุกระแทกบริเวณกระดูกสะโพก

  • ข้อสะโพกผิดปกติแต่กำเนิด(Congenital Hip diseases) เป็นข้อสะโพกเสื่อมที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากข้อสะโพกพัฒนาการผิดปกติที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก แต่มีอาการเสื่อมเมื่อมีอายุมากขึ้น

 

เมื่อไหร่ที่จะต้องรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

การตัดสินใจรับการผ่าตัดควรทำร่วมกันระหว่างผู้ป่วย, ครอบครัวผู้ป่วย และศัลยแพทย์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ต้องรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจะมีอายุระหว่าง 60 – 80 ปี ข้อบ่งชี้สำหรับการผ่าตัดขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค, ความเจ็บปวด, ความทุพพลภาพ และสุขภาพโดยทั่วไปของผู้ป่วย แพทย์จะประเมิน ข้อบ่งชี้ของการผ่าตัดของผู้ป่วยและร่วมกันพิจารณาเป็นราย ๆ ไป

 

ข้อบ่งชี้สำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมโดยทั่วไปมีดังนี้

  • มีอาการเจ็บปวดข้อสะโพกมาก จนจำกัดกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินหรือการงอสะโพก

  • อาการเจ็บปวดสะโพกเกิดขึ้นตลอดเวลาในขณะพัก ทั้งกลางวันและกลางคืน

  • มีอาการปวดตึงในข้อสะโพก จนจำกัดความสามารถในการเคลื่อนไหวหรือการยกขา

  • เมื่อรับการรักษาทางยาอย่างเต็มที่ ร่วมกับการรักษาทางกายภาพบำบัดและการใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน ผู้ป่วยก็ยังมีอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการบรรเทาเพียงเล็กน้อย

  • เกิดอันตราย หรือผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการใช้ยา

  • กระดูกสะโพกหักชนิดที่ไม่เหมาะสมที่จะรักษาด้วยวิธีใช้โลหะยึดดามกระดูก

 

ข้อห้ามในการทำผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

  1. ข้ออักเสบติดเชื้อ ที่ยังมีการอักเสบอยู่

  2. ผู้ป่วยมีกล้ามเนื้อรอบข้อตะโพกอ่อนแรงมากและอาจทำให้ข้อตะโพกหลุดเคลื่อนได้ง่าย

  3. ผู้ป่วยที่มีโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่จะมีผลกระทบต่อข้อตะโพกที่จะทำผ่าตัด

  4. ผู้ป่วยที่มีโรคเลือดหรือหลอดเลือดที่มีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง

  5. ผู้ป่วยที่เกิดภาวะกระดูกพรุนที่รุนแรงมาก บริเวณข้อตะโพก

  6. ผู้ป่วยที่อ้วนมาก ๆ

 

ข้อสะโพกเทียมมีส่วนประกอบสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่

  1. เบ้าสะโพกเทียม ทำมาจากโลหะ ยึดกับเบ้าสะโพกที่กระดูกเชิงกราน

  2. ส่วนผิวเบ้าสะโพก ทำมาจากพลาสติกชนิดพิเศษ ทำหน้าที่เป็นผิวสัมผัสกับหัวสะโพกเทียม

  3. ส่วนหัวสะโพกเทียม ทำมาจากโลหะ มีรูปร่างกลมคล้ายกับกระดูกหัวสะโพกเดิม

  4. ก้านสะโพกเทียม ทำมาจากโลหะ ยึดเข้าไปกับโพรงกระดูกต้นขาส่วนต้น

 

วิธีการยึดข้อสะโพกเทียมกับกระดูก

มี 2 วิธี ขึ้นอยู่กับสภาพกระดูกสะโพกของผู้ป่วยและดุลยพินิจของแพทย์ ได้แก่

  1. การใช้ซีเมนต์ชนิดพิเศษที่ใช้สำหรับยึดกระดูกกับข้อเทียม

  2. การยึดข้อเทียมกับกระดูกโดยไม่ใช้ซีเมนต์ซึ่งกรณีนี้ข้อเทียมจะมีพื้นผิวแบบขรุขระ เนื้อกระดูกจะฝังตัวเข้าที่พื้นผิวนี้

 

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมจะมีอาการปวดสะโพกลดลงอย่างมาก การใช้งานและการเคลื่อนไหวรวมถึงการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันจะดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการผ่าตัด ข้อสะโพกเทียม ไม่สามารถทำให้กลับไปทำกิจกรรมได้มากกว่าก่อนที่จะมีปัญหาปวดข้อสะโพกได้

 

ข้อสะโพกเทียมมีอายุการใช้งานนานแค่ไหน

ข้อตะโพกเทียมอาจมีความทนทานต่อการใช้งานในผู้ป่วยแต่ละคนไม่เท่ากัน ทั้งนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นสาเหตุ เช่น กิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้ป่วย น้ำหนักตัว เทคนิคการผ่าตัดของแพทย์ โดยทั่วไปข้อสะโพกเทียมมีอายุการใช้งาน เฉลี่ยประมาณ 20 - 25 ปีถ้าได้รับการผ่าตัดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและไม่มีภาวะแทรกซ้อน

 

การเตรียมความพร้อมก่อนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

  • ผู้ป่วยควรได้รับข้อมูลก่อนการผ่าตัด ผู้ป่วยจะต้องได้รับทราบข้อมูลตลอดจนขบวนการเปลี่ยนแปลงหลังจากการผ่าตัด รายละเอียดเกี่ยวกับข้อเทียม ข้อดีและประโยชน์ของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม รวมถึงข้อเสียและข้อแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

  • การประเมินสุขภาพทั่วไป เมื่อผู้ป่วยตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและตรวจสุขภาพเพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายก่อนได้รับการผ่าตัด

  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด, การตรวจปัสสาวะ, การตรวจเอกซเรย์ปอด, การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและการตรวจอื่นๆ ตามความจำเป็น

  • การเตรียมผิวหนังบริเวณที่จะรับการผ่าตัด ผิวหนังบริเวณที่จะผ่าตัดจะต้องไม่มีภาวะติดเชื้อหรือการอักเสบ ถ้าเกิดมีอาการดังกล่าวควรแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนได้รับการผ่าตัด 

  • การบริจาคเลือด การผ่าตัดข้อสะโพกเทียมจะมีการเสียเลือด ผู้ป่วยบางรายมีเปอร์เซ็นต์เม็ดเลือดแดงสูง สามารถเลือกที่จะเก็บเลือดของตัวเองไว้สำรอง เพื่อนำไปใช้กับตนเองภายหลังการผ่าตัด

  • ยาที่ใช้อยู่เป็นประจำ ผู้ป่วยควรต้องแจ้งให้แพทย์ทราบว่ารับประทานยาอะไรอยู่บ้าง แพทย์จะแนะนำว่ายาประเภทใดที่ต้องหยุด หรือสามารถรับประทานได้จนถึงวันผ่าตัด ยาและสมุนไพรที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ควรจะต้องหยุดรับประทาน อย่างน้อย 7 วันก่อนการผ่าตัด

  • การลดน้ำหนัก ถ้าผู้ป่วยมีน้ำหนักมาก แพทย์อาจจะแนะนำให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักก่อนรับการผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดในการผ่าตัด

  • การประเมินสุขภาพช่องปากและฟัน ผู้ป่วยจะต้องไม่มีปัญหาการติดเชื้อที่ช่องปากและฟัน

  • การตรวจปัสสาวะ ถ้าผู้ป่วยมีประวัติการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะเป็นๆ หายๆ หรือในผู้ชายที่มีความผิดปกติของต่อมลูกหมาก มีความจำเป็นที่ต้องพบแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อร่วมประเมินก่อนการผ่าตัด

 

วันผ่าตัด และหลังการผ่าตัด

วันผ่าตัด

วิสัญญีแพทย์ จะเป็นผู้ดูแลเรื่องการระงับปวดและระงับความรู้สึก ศัลยแพทย์จะใช้เวลาในการผ่าตัด ประมาณ 2 -3 ชั่วโมง   ศัลยแพทย์จะเปิดผิวหนังด้านข้างของตะโพก ตัดส่วนหัวของกระดูกต้นขาออก เตรียมโพรงกระดูกสำหรับใส่ข้อเทียม ทดลองใช้ตัวลองข้อเทียมเพื่อเลือกขนาดที่ เหมาะสม และทดสอบการเคลื่อนไหว ตามด้วยใส่ข้อเทียม ส่วนก้านในโพรงกระดูก ต้นขา และต่อส่วนหัวของข้อเทียม เข้ากับส่วนก้าน หลังจากนั้นแพทย์จะล้างใส่สายระบายเลือด และ เย็บปิดแผล

หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะอยู่ในห้องพักฟื้นเพื่อติดตามอาการหลังการผ่าตัด ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนจะย้ายไปพักในห้องอภิบาลเฉพาะ 1 คืนและย้ายขึ้นห้องพักผู้ป่วยปกติ อีก4-5 วันก่อนจะได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน

 

หลังการผ่าตัด

  • ผู้ป่วยจะตื่นจากการผ่าตัดพร้อมกับมีสายและอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ ติดอยู่กับร่างกาย

  • ผู้ป่วยอาจมีอาการผะอืดผะอม หรือคลื่นไส้อาเจียน ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการดมยาสลบและยาแก้ปวด 

  • ให้ความร่วมมือและทำตามคำแนะนำของแพทย์ และพยาบาลที่ดูแลหลังการผ่าตัด 

  • ผู้ป่วยจะได้รับยาระงับปวดอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตามหากมีอาการปวดมากก็ไม่มีความจำเป็นต้องทนปวด ควรแจ้งให้แพทย์หรือพยาบาลทราบทันที

  • เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางปอดหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้หายใจเข้าออกลึกๆ และไอออกหากมีเสมหะ

  • เพื่อป้องกันข้อสะโพกเทียมหลุดในช่วงหลังผ่าตัดใหม่ ๆ การจัดท่านั่งและนอน เช่นการวางหมอนระหว่างขา เป็นสิ่งที่จำเป็น

  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับการฝึกเดินในวันรุ่งขึ้น โดยใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน   ผู้ป่วยที่นั่ง ยืน หรือเดินได้เร็ว ก็ช่วยทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว และช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน

  • นักกายภาพจะมีโปรแกรมการสอนผู้ป่วยให้ทราบ ท่าบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้ข้อสะโพกและทำให้การเคลื่อนไหวดีขึ้น

 

ภาวะแทรกซ้อนและสิ่งไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นหลังการผ่าตัด

อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมค่อน ข้างต่ำ ทีมแพทย์และพยาบาลจะดำเนินการตามมาตรฐานทางการรักษา เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่างๆ ให้มีโอกาสเกิดน้อยที่สุด

 

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น มีดังนี้

  • การติดเชื้อของแผลผ่าตัด

  • ความไม่มั่นคงของข้อ ข้อเทียมหลุดหลวมหรือเคลื่อน

  • กระดูกหักบริเวณรอบๆข้อเทียม

  • ข้อเทียมชำรุด หัก หรือมีหินปูนจับรอบ ๆ ข้อเทียม

  • เจ็บปวดบริเวณที่ผ่าตัด

  • แนวขาผิดปกติหรือยาวไม่เท่ากันหลังการผ่าตัด

  • เกิดพยาธิสภาพต่อเส้นเลือด เส้นประสาท

  • เกิดลิ่มเลือดอุดตัน

  • งอข้อสะโพกไม่ได้เท่าที่ควร

  • ภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ  ภาวะแทรกซ้อนจากโรคทางอายุรกรรม

 

การเตรียมตัวและสถานที่พักฟื้นหลังการผ่าตัด

เมื่อผู้ป่วยได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล ผู้ป่วยจะสามารถเดินโดยใช้ไม้เท้าหรืออุปกรณ์พยุงเดินแต่ยังคงต้องระมัดระวังในการทำกิจวัตรต่างๆ การปรับปรุงสภาวะแวดล้อมที่บ้านจะช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตที่บ้านได้อย่างสะดวกสบายขึ้น

  • ควรติดตั้งราวจับบริเวณห้องน้ำและที่อาบน้ำ

  • ควรติดตั้งราวจับ ตามทางเดินและบันได

  • ควรเตรียมเก้าอี้ที่แข็งแรง, มีพนักพิงและมีที่วางแขน เก้าอี้ต้องมีระดับความสูงที่เหมาะสมเมื่อนั่งแล้ว ข้อเข่าควรอยู่ต่ำกว่าข้อสะโพกเล็กน้อย

  • ควรเตรียมที่นั่งเสริมบนชักโครก 

  • ควรเตรียมเก้าอี่ที่แข็งแรงไว้สำหรับนั่งอาบน้ำ

  • ควรเตรียมที่ถูสบู่แบบมีมือจับ และมีฝักบัวที่สามารถถือได้

  • ควรเตรียมไม้เท้าที่จะช่วยให้หยิบจับของในระดับต่ำได้ง่าย

  • ควรเตรียมอุปกรณ์สำหรับช่วยใส่รองเท้า เพื่อที่จะได้ไม่ต้องงอสะโพกมากเกินไป

  • ควรเคลื่อนย้ายสิ่งของไม่ให้กีดขวางทางเดิน

  • ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้แผลถูกน้ำ หรือเปียกชื้น

  • รับประทานอาหารที่ย่อยง่ายและมีกากใยเพื่อป้องกันท้องผูก

  • บริหารร่างกายเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตามคำแนะนำของแพทย์

  • ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกผู้ป่วยยังคงต้องใช้ไม้เท้าหรืออุปกรณ์ช่วยเดินพร้อมกับเพิ่มระยะทางการเดินขึ้นเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ

  • ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกชาบริเวณผิวหนังรอบแผลผ่าตัด หรือรู้สึกตึง ๆ โดยเฉพาะเวลางอสะโพกมาก แต่อาการเหล่านี้จะดีขึ้นตามเวลา

  • ผู้ป่วยจะสามารถขับรถยนต์ และออกกำลังกายเบาๆได้หลังผ่าตัด 4 - 6 สัปดาห์ ทั้งนี้ ศัลยแพทย์จะเป็นผู้ดูแลและให้คำแนะนำที่เหมาะสมเป็นการเฉพาะผู้ป่วยแต่ละท่าน

  • โดยทั่วไปผู้ป่วยจะรู้สึกหายดี หลังจากได้รับการผ่าตัดไปแล้ว 3 - 6 เดือน

 

อาการผิดปกติที่ต้องรีบกลับไปพบแพทย์ ทันที

  • มีไข้สูง หนาวสั่น หรือปวดบวมแดง รอบแผลผ่าตัด

  • มีเลือดหรือหนองซึมจากแผลผ่าตัด

  • มีอาการปวดสะโพกมากขึ้นขณะเคลื่อนไหว หรืออยู่กับที่

 

ข้อควรระวังที่สำคัญ และข้อควรปฏิบัติ

 

ข้อควรระวังที่สำคัญ

เพื่อให้แน่ใจว่าการฟื้นตัวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเพื่อป้องกันข้อสะโพกเทียมเคลื่อนหลุด ผู้ป่วยต้องปฏิบัติดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการไขว้ขา

  • ใช้หมอนแทรกระหว่างขาเวลานอนหลับตอนกลางคืนจนกว่าแพทย์จะอนุญาตว่าไม่ต้องใช้

  • ป้องกันการล้ม โดยใช้ไม้เท้าหรืออุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน จนกว่าข้อสะโพกจะแข็งแรงพอและเคลื่อนไหวได้ดี 

  • หลีกเลี่ยงการงอข้อสะโพกมากกว่า 90 องศา เช่นการนั่งยอง ๆ นั่งเตี้ยๆ หรือโน้มตัว ก้มเก็บของจากพื้น 

  • ห้ามบิดหมุนเท้าเข้าใน หรือออกนอกมากเกินไป

  • หลีกเลี่ยงการวิ่ง หรือ กระโดด เพราะทำให้ข้อหลุดหลวม หรือแตกหักได้

  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การดันสิ่งของ และการหมุนตัวอย่างแรง

  • หลี่กเลี่ยงการก้มพร้อมกับยันลงน้ำหนัก เช่น การปีนเขา หรือบันไดที่ชัน

 

ข้อควรปฏิบัติ

  • ควรมาพบแพทย์ตามนัดเสมอ 

  • ควรออกกำลังกายและบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อตามที่ฝึกปฏิบัติขณะอยู่โรงพยาบาล อย่างต่อเนื่อง

  • ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม ไม่อ้วน 

  • ต้องแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบทุกครั้งก่อนทำฟันว่าท่านมีข้อสะโพกเทียม เพื่อจะได้รับยาปฏิชีวนะก่อนการทำฟัน

  • ผู้ป่วยควรนำบัตรแสดงการมีข้อเทียมโลหะอยู่ในร่างกายติดตัวไปด้วย เมื่อต้องผ่านอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย เช่น ที่สนามบิน

 

บทความ ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่า โรงพยาบาลกรุงเทพ


สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่า
ชั้น 1 (โซนโถงเปียโน) อาคารโรงพยาบาลกรุงเทพ
เปิดบริการ จันทร์-ศุกร์ 08.00-20.00 น. | เสาร์-อาทิตย์ 08.00-17.00 น.
โทร. 0 2310 3731, 0 2310 3732 หรือ โทร 1719