โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดต่อเรา
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo

    การฉีดวัคซีนคืออะไร

    6 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
    อัปเดตเมื่อ: 24 พ.ย. 2568
    แพ็กเกจแนะนำ
    แพ็กเกจตรวจสุขภาพเต็มอิ่ม สำหรับผู้หญิง 33 รายการตรวจ
    แพ็กเกจตรวจสุขภาพเต็มอิ่ม สำหรับผู้หญิง 33 รายการตรวจ
    แพ็กเกจตรวจสุขภาพเต็มอิ่ม สำหรับผู้ชาย 33 รายการตรวจ
    แพ็กเกจตรวจสุขภาพเต็มอิ่ม สำหรับผู้ชาย 33 รายการตรวจ
    แพ็กเกจตรวจสุขภาพเต็มอิ่ม สำหรับผู้หญิง 19 รายการตรวจ
    แพ็กเกจตรวจสุขภาพเต็มอิ่ม สำหรับผู้หญิง 19 รายการตรวจ
    การฉีดวัคซีนคืออะไร
    โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
    อัปเดตเมื่อ: 24 พ.ย. 2568

    การฉีดวัคซีน คือ การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายเพื่อป้องกันการติดต่อของโรคติดต่อร้ายแรง วัคซีนอาจผลิตจากเชื้อไวรัส หรือ เชื้อแบคทีเรียที่อ่อนตัวแล้ว หรือส่วนประกอบของเชื้อ แล้วนำมาฉีดเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้นๆ

    เหตุใดจึงต้องฉีดวัคซีน

    จุดประสงค์ในการฉีดวัคซีนนั้นเพื่อป้องกันโรคติดต่อร้ายแรงโดยเฉพาะกับเด็ก การฉีดวัคซีนนั้นช่วยลดการแพร่ระบาดและลดผลกระทบที่ร้ายแรงของโรคต่อผู้ป่วย

    การฉีดวัคซีนมีประโยชน์อย่างไร

    ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนคือส่งผลในการป้องกันโรคของตัวเด็กเอง และประโยชน์ทางอ้อมคือเมื่อเด็กได้รับวัคซีนป้องกันโรคนั้นๆแล้ว โรคนั้นจะไม่ติดต่อไปยังเด็กคนอื่น ดังนั้นการฉีดวัคซีนจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคติดเชื้อในเด็ก

     

    วัคซีนชนิดต่างๆ

    1. วัคซีนบีซีจี (BCG) ป้องกันวัณโรค

    • ฉีด 0.1 มล. ในชั้นผิวหนังที่ไหล่ซ้าย
    • ถ้าไม่มีแผลเป็นเกิดขึ้น และไม่มีหลักฐานว่าเคยได้รับมาก่อน ให้ฉีดได้ทันที
    • ถ้าเคยได้รับวัคซีนมาก่อน ไม่ต้องฉีดซ้ำแม้ไม่มีแผลเป็น

    2. วัคซีนตับอักเสบบี

    • เด็กทุกคนต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 3 เข็มถ้าไม่มีข้อห้าม และเข็มสุดท้ายต้องอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 6 เดือน
    • ทารกที่คลอดจากมารดาที่ HBsAg ให้ผลลบ ให้ฉีดวัคซีนจำนวน 3 ครั้งเมื่อแรกเกิด อายุ 1-2 เดือน และอายุ 6 เดือนตามลำดับ
    • ทารกที่คลอดจากมารดาที่ HBsAg ให้ผลบวก(โดยเฉพาะถ้า HBeAg เป็นบวกด้วย) พิจารณาให้ภูมิต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBIG) ภายใน 12 ชั่วโมงหลังคลอด และให้วัคซีนครั้งที่ 1 พร้อมกันคนละตำแหน่งกับที่ฉีด HBIG
    • กรณีทารกได้รับ HBIG ให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 1-2 เดือน และครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน
    • กรณีทารกไม่ได้รับ HBIG ให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 1 เดือน และครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน
    • ตามแผนการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขให้วัคซีนรวมที่มีทั้ง คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน และไวรัสตับอักเสบบี (DPT-HB) ที่อายุ 2, 4 และ 6 เดือน แต่ถ้ามารดามี HBsAg ให้ผลบวกและทารกไม่ได้ HBIG ควรให้วัคซีนตับอักเสบบีเดี่ยวเพิ่มตอนอายุ 1 เดือนด้วย(รวมเป็น 5 ครั้ง)

    3. วัคซีนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน

    • เด็กทุกคนต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 3 เข็มถ้าไม่มีข้อห้าม และเข็มสุดท้ายต้องอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 6 เดือน
    • ทารกที่คลอดจากมารดาที่ HBsAg ให้ผลลบ ให้ฉีดวัคซีนจำนวน 3 ครั้งเมื่อแรกเกิด อายุ 1-2 เดือน และอายุ 6 เดือนตามลำดับ
    • ทารกที่คลอดจากมารดาที่ HBsAg ให้ผลบวก(โดยเฉพาะถ้า HBeAg เป็นบวกด้วย) พิจารณาให้ภูมิต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBIG) ภายใน 12 ชั่วโมงหลังคลอด และให้วัคซีนครั้งที่ 1 พร้อมกันคนละตำแหน่งกับที่ฉีด HBIG
    • กรณีทารกได้รับ HBIG ให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 1-2 เดือน และครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน
    • กรณีทารกไม่ได้รับ HBIG ให้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 1 เดือน และครั้งที่ 3 เมื่ออายุ 6 เดือน
    • ตามแผนการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขให้วัคซีนรวมที่มีทั้ง คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน และไวรัสตับอักเสบบี (DPT-HB) ที่อายุ 2, 4 และ 6 เดือน แต่ถ้ามารดามี HBsAg ให้ผลบวกและทารกไม่ได้ HBIG ควรให้วัคซีนตับอักเสบบีเดี่ยวเพิ่มตอนอายุ 1 เดือนด้วย(รวมเป็น 5 ครั้ง)

    4. วัคซีนโปลิโอ

    • ให้หยด bivalent OPV (type1, 3) 5 ครั้ง ร่วมกับฉีด IPV 1 ครั้งที่อายุ 4 เดือน
    • สามารถใช้ชนิดฉีด (ปัจจุบันรวมอยู่กับวัคซีนป้องกันคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก) แทนชนิดกินได้ทุกครั้ง หากใช้ชนิดฉีดอย่างเดียวโดยตลอดอาจให้เพียง 4 ครั้ง โดยงดเมื่ออายุ 18 เดือนได้

    5. วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม

    • ให้วัคซีนครั้งแรกเมื่ออายุ 9-12 เดือน ครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 2-4 ปี (กระทรวงสาธารณสุขให้ที่อายุ 2 ปีครึ่ง)
    • กรณีที่ต้องการฉีดวัคซีนป้องกันหัด หัดเยอรมัน คางทูมและอีสุกอีใสในเวลาเดียวกัน สามารถใช้วัคซีนรวม หัด หัดเยอรมัน คางทูมและอีสุกอีใส (MMRV) แทนการฉีดแบบแยกเข็มได้ทุกครั้งในเด็กอายุตั้งแต่ 1-12 ปี การใช้วัคซีนรวม MMRV ที่อายุ 2-4 ปีแทนการฉีดวัคซีนแบบแยกเข็มพบว่ามีอาการข้างเคียงไม่แตกต่างกัน
    • การใช้วัคซีนรวม MMRV ในเด็กอายุ 12-23 เดือนมีโอกาศเกิดการชักจากไข้ได้มากกว่าการฉีดแบบแยกเข็ม กรณีที่เคยได้วัคซีน MMR หรือ VZV มาก่อน แนะนำให้ใช้วัคซีนรวม MMRV ห่างจากวัคซีน MMR และ VZV ครั้งก่อน อย่างน้อย 3 เดือน

    6. วัคซีนฮิบ (Hib)

    • ปัจจุบันมีชนิด conjugate กับ PRP-T ในเด็กไทยแนะนำให้ฉีด 3 ครั้งเมื่ออายุ 2, 4 และ 6 เดือน
    • การฉีดเข็มกระตุ้นที่อายุ 12-18 เดือน อาจไม่จำเป็นต้องฉีดในเด็กแข็งแรง ควรฉีดในผู้ที่มีความเสี่ยง เช่นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานผิดปกติ
    • ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนฮิบในเด็กภูมิคุ้มกันปกติที่อายุ 2 ปีขึ้นไป

    7. วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี

    • วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (inactivated : JEVAC ) ฉีด 3 ครั้ง เริ่มเมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป เข็มต่อมาอีก 1-4 สัปดาห์ และ 1 ปี ปีตามลำดับ
    • วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต (live JE : CD-JEVAX และ IMOJEV) ให้ฉีด 2 ครั้งที่อายุ 9-12 เดือน เข็มต่อมาอีก 12-24 เดือน live JE ทั้งสองชนิดสามารถใช้แทนกันได้
    • สามารถใช้วัคซีนชนิด live JE ฉีดกระตุ้นในผู้ที่เคยฉีดวัคซีน inactivated JE ได้ และสามารถใช้วัคซีน inactivated JE ฉีดกระตุ้นในผู้ที่เคยฉีด live JE ได้ โดยห่างกันอย่างน้อย 12 เดือน

    8. วัคซีนตับอักเสบเอ

    • วัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิต (inactivated vaccine ) ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยฉีด 2 เข็มห่างกัน 6-12 เดือน อาจใช้ต่างชนิดได้ในการฉีดแต่ละครั้ง
    • วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต (live vaccine ) ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 18 เดือนขึ้นไป เพียงเข็มเดียว และใช้แทนวัคซีนชนิดเชื้อไม่มีชีวิตได้

    9. วัคซีนอีสุกอีใส

    • ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป แนะนำให้ฉีดเข็มแรกอายุ 12-18 เดือน
    • พิจารณาให้ฉีดเข็มที่สองเมื่ออายุ 2-4 ปี อาจจะฉีดเข็มที่สองก่อนอายุ 4 ปีได้ในกรณีที่มีการระบาดแต่ต้องห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน
    • ถ้าอายุมากกว่า 13 ปี ให้ฉีดสองเข็มห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน

    10. วัคซีนไข้หวัดใหญ่

    • พิจารณาให้ฉีดในเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไปโดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี และเด็กที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรครุนแรง เช่น เด็กที่จะเป็นโรคเรื้อรัง(รวมหอบหืด) โรคหัวใจ โรคอ้วนที่ BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 35 ภูมิคุ้มกันบกพร่อง และโรคเรื้อรัง เป็นต้น
    • ถ้าอายุน้อยกว่า 9 ปี การฉีดครั้งแรกต้องฉีดสองเข็มห่างกัน 1 เดือน กรณีที่ปีแรกได้ไปฉีดเพียงครั้งเดียว ปีถัดมาให้ฉีดสองครั้ง จากนั้นจึงสามารถฉีดปีละครั้งได้

    11. วัคซีนนิวโมคอคคัส ชนิดคอนจูเกต

    • ควรให้ในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคนี้ชนิดรุกราน (invasive disease) หรือรุนแรง (severe) และในเด็กแข็งแรงปกติที่อายุน้อยกว่า 5 ปี
    • ปัจจุบันมีวัคซีนชนิด 10 สายพันธุ์( PCV10) และชนิด 13 สายพันธุ์( PCV13 ) ให้สามครั้งเมื่ออายุ 2,4,6 เดือน และให้ฉีดกระตุ้นเมื่ออายุ 12-15 เดือน โดยห่างจากเข็มสุดท้ายอย่างน้อย 2 เดือน หากเริ่มฉีดช้าให้ฉีดตามตาราง
    • ในเด็กปกติ อาจพิจารณาให้ฉีดแบบ 2+1 (รวมเป็นการฉีด 3 ครั้ง) คือฉีดเมื่ออายุ 2, 4 และ 12-15 เดือน
    อายุที่เริ่มฉีด
    การฉีดกระตุ้น
    จำนวนครั้งที่ฉีด
    2-6 เดือน PCV 3 ครั้งห่างกัน 6-8 สัปดาห์
    PCV 1 ครั้งอายุ 12-15 เดือน
    7-11 เดือน PCV 2 ครั้งห่างกัน 6-8 สัปดาห์
    PCV 1 ครั้งอายุ 12-15 เดือน
    12-23 เดือน PCV 2 ครั้งห่างกัน 6-8 สัปดาห์
    ไม่ต้องฉีด
    เด็กปกติ 2-5 ปี PCV10 ให้ 2 ครั้ง PCV13 ให้ 1 ครั้ง
    ไม่ต้องฉีด
    PCV=Pneumococcal conjugated vaccine

     

    12. วัคซีนโรต้า

    • ชนิด monovalent (Rotarix) ให้กิน 2 ครั้งเมื่ออายุประมาณ 2 และ 4 เดือน
    • ชนิด human-bovine pentavalent (RotaTeq) ให้กิน 3 ครั้งเมื่ออายุ 2,4 และ 6 เดือน
    • วัคซีนทั้งสองชนิด สามารถเริ่มให้ครั้งแรก เมื่ออายุ 6-15 สัปดาห์ และครั้งสุดท้ายอายุไม่เกิน 8 เดือน โดยแต่ละครั้งห่างกันไม่น้อยกว่า 4 สัปดาห์
    • ควรใช้วัคซีนชนิดเดียวกันจนครบ หากจำเป็นต้องใช้วัคซีนต่างชนิดกันในแต่ละครั้ง ต้องให้วัคซีนทั้งหมด 3 ครั้ง
    • สามารถให้วัคซีนโรต้าร่วมกับวัคซีนโปลิโอชนิดกินได้
    • ห้ามใช้วัคซีนนี้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง severe combined immune deficiency และในเด็กที่มีประวัติลำไส้กลืนกัน

    13. วัคซีนเอชพีวี (HPV)

    • มี 2 ชนิดคือ ชนิด 2 สายพันธุ์ (16, 18) และชนิด 4 สายพันธุ์(6,11,16,18) หากต้องการให้ป้องกันหูดหงอนไก่ด้วยต้องใช้วัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์
    • แนะนำให้ฉีดในหญิงและชายอายุ 9-26 ปี เน้นให้ฉีดในช่วงอายุ 11-12 ปี โดยฉีด 3 เข็มในเดือนที่ 0,1-2 และ 6
    • ในวัยรุ่นที่แข็งแรงดี หากฉีดเข็มแรกก่อนอายุ 15 ปี ให้ฉีด 2 เข็มได้ ที่ 0, 6-12 เดือน
    • ประสิทธิภาพจะสูงหากฉีดในผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์หรือไม่เคยติดเชื้อมาก่อน แม้ว่าเคยมีการติดเชื้อหรือเคยเป็นโรคจากการติดเชื้อเอชพีวีก็ยังควรได้รับวัคซีนเอชพีวีเพราะสามารถป้องกันการติดเชื้อใหม่และการเกิดโรคซ้ำได้
    • การฉีดในผู้ที่อายุมากกว่า 26 ปีอาจพิจารณาให้เป็นกรณีๆไป

    14. วัคซีนไข้เลือดออก

    • ฉีดได้ในผู้ที่มีอายุ 9-45 ปี ฉีด 3 เข็ม เดือนที่ 0,6 และ 12 แนะนำในเด็กที่มีประวัติเป็นไข้เลือดออกมาก่อน สำหรับผู้ที่ไม่เคยเป็นไข้เลือดออกควรตรวจเลือดก่อนการฉีดวัคซีน

    นพ.รัฐเขตต์ เอกอิสริยาภรณ์
    กุมารแพทย์
    โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    แพ็กเกจตรวจสุขภาพเต็มอิ่ม สำหรับผู้หญิง 33 รายการตรวจแพ็กเกจตรวจสุขภาพเต็มอิ่ม สำหรับผู้หญิง 33 รายการตรวจ
    แพ็กเกจตรวจสุขภาพเต็มอิ่ม สำหรับผู้หญิง 33 รายการตรวจ

    15,900 บาท

    รายละเอียด
    แพ็กเกจตรวจสุขภาพเต็มอิ่ม สำหรับผู้ชาย 33 รายการตรวจแพ็กเกจตรวจสุขภาพเต็มอิ่ม สำหรับผู้ชาย 33 รายการตรวจ
    แพ็กเกจตรวจสุขภาพเต็มอิ่ม สำหรับผู้ชาย 33 รายการตรวจ

    15,900 บาท

    รายละเอียด
    แพ็กเกจตรวจสุขภาพเต็มอิ่ม สำหรับผู้หญิง 19 รายการตรวจแพ็กเกจตรวจสุขภาพเต็มอิ่ม สำหรับผู้หญิง 19 รายการตรวจ
    แพ็กเกจตรวจสุขภาพเต็มอิ่ม สำหรับผู้หญิง 19 รายการตรวจ

    4,900 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    สายปาร์ตี้ต้องรู้ !  ดื่มอย่างไรให้ปลอดภัย Image
    สายปาร์ตี้ต้องรู้ ! ดื่มอย่างไรให้ปลอดภัย
    วิตามินดีและการวัดมวลกระดูก: เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรรอให้ “กระดูกบาง” ก่อนค่อยดูแล Image
    วิตามินดีและการวัดมวลกระดูก: เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรรอให้ “กระดูกบาง” ก่อนค่อยดูแล
    CT Calcium Score : ตรวจหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ  รู้ความเสี่ยงก่อนโรคหัวใจมา Image
    CT Calcium Score : ตรวจหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ รู้ความเสี่ยงก่อนโรคหัวใจมา
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ