โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดต่อเรา
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo

    ภาวะโลหิตจาง เพิ่มเสี่ยงหัวใจวาย-น้ำท่วมปอด

    2 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี
    อัปเดตเมื่อ: 09 ต.ค. 2568
    ภาวะโลหิตจาง เพิ่มเสี่ยงหัวใจวาย-น้ำท่วมปอด
    โรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี
    อัปเดตเมื่อ: 09 ต.ค. 2568

    ภาวะโลหิตจาง นับเป็นภัยเงียบที่ไม่มีอาการนำ แต่หากเกิดมีภาวะเฉียบพลันจะมีความอันตรายเสี่ยงหัวใจวายและน้ำท่วมปอด

    ภาวะโลหิตจาง หรือ ภาวะซีด (Anemia) ที่หลายคนรู้จัก คือภาวะที่ความเข้มข้นของเลือดแดงต่ำกว่าปกติ โดยไม่ถือว่าเป็นโรคแต่เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้จากหลายโรค เนื่องจากมีหลายปัจจัยในการควบคุมการสร้างเม็ดเลือดแดงให้ออกมาสู่ระบบหมุนเวียนโลหิต แต่ถึงโลหิตจางจะ แม้ไม่ใช่โรคแต่สร้างปัญหาสุขภาพที่รุนแรงได้เช่นกัน

    องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดเกณฑ์วินิจฉัยภาวะโลหิตจาง จากปริมาณฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ในเลือดเป็นตัวเลข ดังนี้

    • ผู้หญิงต่ำกว่า 12 g/dL
    • ผู้ชายต่ำกว่า 13 g/dL
    • ผู้หญิงตั้งครรภ์ ต่ำกว่า 11 g/dL

    ปกติแล้วในร่างกายของคนเรา จะมีฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงที่เป็นตัวนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางจึงมีอาการผิดปกติจากการที่เนื้อเยื่อต่างๆ ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ

    อาการภาวะโลหิตจาง 

    • เหนื่อยง่าย
    • อ่อนเพลีย
    • รู้สึกเหนื่อยเวลาออกแรง
    • วูบ หน้ามืด เวียนศีรษะ
    • ง่วงนอนมากกว่าปกติ
    • หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น
    • เจ็บหน้าอก
    • เล็บเปราะง่าย
    • ผมร่วง
    • ผิวแห้ง
    • ตัวซีด

    ทั้งนี้หากโลหิตจางระดับฮีโมโกลบินต่ำกว่า 5 g/dL อาจจะกระตุ้นให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่าง ภาวะหัวใจวาย (Heart failure) เนื่องจากหัวใจจะทำงานหนักขึ้นในการปั๊มเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย จนสุดท้ายหัวใจทำงานไม่ไหว ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอดตามมาได้ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง ทั้งนี้ขึ้นกับความเฉียบพลันในการเกิดภาวะโลหิตจางด้วย

    ในผู้ป่วยที่เกิดภาวะโลหิตจางอย่างเฉียบพลัน เช่น มีการสูญเสียเลือดในปริมาณมากในเวลาอันสั้น จะมีอาการชัดเจนและรุนแรงกว่าคนที่มีภาวะโลหิตจางเรื้อรังมาเป็นระยะเวลานานๆ เนื่องจากในกลุ่มที่เกิดแบบเรื้อรัง ร่างกายจะปรับสภาพจนทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนมีภาวะโลหิตจางอยู่

     

    สาเหตุและปัจจัยภาวะโลหิตจางแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1. การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง

    • โรคไขกระดูกผิดปกติ
    • โรคขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง ได้แก่
      • ธาตุเหล็ก
      • วิตามินบี 12
      • กรดโฟลิก
    • โรคไตวายเรื้อรัง ทำให้ขาดฮอร์โมนที่เป็นตัวกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
    • โรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคในระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

    2.การทำลายเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ

    • โรคธาลัสซีเมีย
    • โรคขาดเอนไซม์ G6PD
    • โรคเม็ดเลือดแดงแตกง่ายจากภูมิคุ้มกันตนเอง

    3.การสูญเสียเลือด

    • การเสียเลือดในทางเดินอาหาร
    • การเสียเลือดทางประจำเดือน
    • การเกิดอุบัติเหตุ

     

    ผู้ป่วยหลายคนตรวจเจอภาวะโลหิตจางจากการตรวจสุขภาพประจำปี โดยที่ไม่มีอาการแสดงมาก่อน การยืนยันหรือสรุปการวินิจฉัยจำเป็นต้องมีการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (complete blood count, CBC) โดยการตรวจไม่จำเป็นต้องงดน้ำงดอาหารก่อนการเจาะเลือด

    ทั้งนี้ หากผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจางแล้ว การตรวจหาสาเหตุ ผู้ป่วยจำเป็นต้องพบแพทย์ เพื่อซักประวัติ และตรวจร่างกายโดยละเอียด รวมทั้งอาจมีการตรวจเลือดเพิ่มเติม หรือในบางรายหากแพทย์สงสัยโรคในไขกระดูก จะต้องทำการตรวจไขกระดูก (bone marrow aspiration and biopsy) ร่วม

     

    ขอบคุณข้อมูลจาก : BDMS สถานีสุขภาพ

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    คลินิกโรคเลือด

    1st Floor, Building A

    08.00-22.00 น.

    039-319-888

    [email protected]

    แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    โรคเลือดจางจากการขาดวิตามินบี 12 Image
    โรคเลือดจางจากการขาดวิตามินบี 12
    โรคโลหิตจางจากภูมิคุ้มกันทำลายเม็ดเลือดแดง Image
    โรคโลหิตจางจากภูมิคุ้มกันทำลายเม็ดเลือดแดง
    โรคพร่องเอนไซม์ G-6-PD Image
    โรคพร่องเอนไซม์ G-6-PD
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ