สัญญาณเตือน… เมื่อร่างกายเริ่มประท้วง
ผู้ป่วยรายนี้มีโรคประจำตัวทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ซ้ำยังมีประวัติเคยทำบอลลูนใส่ขดลวดหลอดเลือดหัวใจ (PCI) มาตั้งแต่ปี 2559 แม้จะมีประวัติรับยาจากโรงพยาบาล แต่ผู้ป่วยรับประทานยาไม่สม่ำเสมอและไม่ได้ไปตรวจติดตามอาการตามนัด
จนกระทั่งร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ:
1 สัปดาห์ก่อนมาโรงพยาบาล: เริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติและมีภาวะขาบวม
1 วันก่อนมาโรงพยาบาล: อาการทรุดลง เหนื่อยหอบมากขึ้น นอนราบไม่ได้ (ต้องลุกขึ้นมานั่งหอบในตอนกลางคืน) มีอาการใจสั่น และแน่นหน้าอกอย่างหนัก
จากภาวะหัวใจล้มเหลว สู่การส่งตัวด่วน
ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเบื้องต้นที่โรงพยาบาลจังหวัดข้างเคียง แพทย์พบว่าจังหวะการเต้นของหัวใจเร็วผิดปกติถึง 150 ครั้งต่อนาที (SVT) ร่วมกับผลตรวจเลือดที่บ่งชี้ว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (NSTEMI) และภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) ขาบวมและน้ำท่วมปอด
ทีมแพทย์ได้ให้ยาเพื่อทำให้จังหวะหัวใจให้กลับมาเต้นปกติ พร้อมให้ยาขับปัสสาวะเพื่อลดภาวะน้ำคั่ง จนผู้ป่วยปัสสาวะออกมาได้ถึง 1,200 ml อาการจึงเริ่มคงที่และสามารถนอนราบได้ ก่อนจะถูกส่งตัวด่วนมายังโรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี เพื่อรับการรักษาต่อ
การรักษาอย่างทันท่วงที
เมื่อผู้ป่วยถูกส่งตัวมาถึงโรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี อาการโดยรวมเริ่มคงที่ นายแพทย์ธันวา พิทักษ์สุธีพงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ ได้ประเมินสถานการณ์อย่างละเอียดและวางแผนทำการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (CAG) เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงทันที
ผลการฉีดสี:หลอดเลือดหัวใจเส้นขวา (RCA) อุดตันสนิทแบบเรื้อรัง
หลอดเลือดหัวใจเส้นซ้ายด้านหน้า (LAD) ที่เคยทำขดลวดไว้ยังเปิดโล่งดี ไม่มีรอยตีบซ้ำ
จุดเสี่ยง: หลอดเลือดหัวใจเส้นซ้ายด้านข้าง (LCx) พบรอยตีบถึง 70% บริเวณขั้วหลอดเลือด และที่สำคัญคือ พบการตีบซ้ำในขดลวดเดิม (In-stent Restenosis) ถึง 70%!
นายแพทย์ธันวา ได้ทำการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน และทำการใส่ขดลวดเคลือบยาชนิดพิเศษ เข้าไปที่บริเวณหลอดเลือดเส้นซ้าย (LCx) ได้อย่างแม่นยำและสำเร็จลุล่วง เปิดทางให้เลือดกลับไปหล่อเลี้ยงหัวใจได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง
ข้อคิดเตือนใจเพื่อดูแลหัวใจคุณให้แข็งแรง
จากเคสนี้ แพทย์ได้วางแผนให้ผู้ป่วยรับประทานยาต้านเกล็ดเลือดแบบคู่ (DAPT) ต่อเนื่องเป็นเวลา 12 เดือน พร้อมทั้งต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างเข้มงวด นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรังทุกท่าน
ห้ามขาดยาเด็ดขาด: การรับประทานยาไม่สม่ำเสมอในผู้ป่วยโรคหัวใจ เบาหวาน และความดัน นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้
สังเกตอาการตัวเอง: หากมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ ขาบวม นอนราบไม่ได้ แน่นหน้าอก หรือใจสั่น ควรรีบพบแพทย์ทันที
ติดตามอาการตามนัด: การพบแพทย์ตามนัดเพื่อเจาะเลือดและตรวจเช็คการทำงานของหัวใจ จะช่วยป้องกันการตีบซ้ำของหลอดเลือดได้
ด้วยความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ผู้ป่วยรายนี้จึงสามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง
อย่าปล่อยให้โรคหัวใจเป็นภัยเงียบที่พรากชีวิตคุณหรือคนที่คุณรัก หันมาใส่ใจและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดตั้งแต่วันนี้









