โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI) เกิดจากอะไร เช็กอาการ สาเหตุ วิธีรักษา

    8 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    นพ. พิสิฏฐ์ เต็มภัทราโชค
    นพ. พิสิฏฐ์ เต็มภัทราโชค

    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

    อัปเดตเมื่อ: 14 ต.ค. 2569
    Dr. Pisit Tempatarachoke
    นพ. พิสิฏฐ์ เต็มภัทราโชค
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    แพ็กเกจแนะนำ
    ตรวจคัดกรองการไหลของปัสสาวะ
    ตรวจคัดกรองการไหลของปัสสาวะ
    ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI) เกิดจากอะไร เช็กอาการ สาเหตุ วิธีรักษา
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 14 ต.ค. 2569

    อาการปัสสาวะแสบขัด ปวดหน่วงท้องน้อย หรือต้องเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจลุกลามและทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงต่อระบบการทำงานของไตได้ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และวิธีการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรับมือกับโรคนี้ได้อย่างทันท่วงที

    ทำความรู้จักกับโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection – UTI)

    โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือ UTI (Urinary Tract Infection) คือภาวะที่อวัยวะในระบบทางเดินปัสสาวะเกิดการอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งระบบทางเดินปัสสาวะของคนเราประกอบไปด้วย ไต กรวยไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ โดยการติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกส่วน แต่ส่วนใหญ่มักพบการติดเชื้อที่บริเวณกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะซึ่งเป็นอวัยวะส่วนล่าง

    สาเหตุของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

    สาเหตุหลักของโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะมักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะผ่านทางรูเปิดของท่อปัสสาวะ และเจริญเติบโตจนทำให้เกิดการอักเสบ โดยมีรายละเอียดดังนี้

    • แบคทีเรียอีโคไล (E. coli): เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้และมักปนเปื้อนออกมากับอุจจาระ หากทำความสะอาดไม่ถูกวิธี เชื้ออาจแพร่กระจายมาที่ท่อปัสสาวะได้
    • เชื้อแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ: เช่น เชื้อเคลบซิลลา (Klebsiella) หรือเชื้อเอนเทอโรค็อกคัส (Enterococcus) ที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อได้เช่นกัน
    • การติดเชื้อจากการสวนปัสสาวะ: มักพบในผู้ป่วยที่ต้องใส่สายสวนปัสสาวะเป็นระยะเวลานาน ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าไปสะสมและก่อให้เกิดการอักเสบได้ง่าย

    ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในผู้หญิง

    ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

    ผู้หญิงมีโอกาสเกิดภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้มากกว่าผู้ชายหลายเท่า เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงทางสรีรวิทยาและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เป็นตัวส่งเสริม ดังนี้

    โครงสร้างท่อปัสสาวะของผู้หญิง

    ด้วยสรีระของผู้หญิงที่มีท่อปัสสาวะสั้นกว่าผู้ชาย และรูเปิดของท่อปัสสาวะยังอยู่ใกล้กับช่องคลอดและทวารหนัก ทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อยู่บริเวณรอบนอกสามารถเคลื่อนตัวย้อนกลับเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่ายและรวดเร็วกว่า

    การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน

    เมื่อผู้หญิงก้าวเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ส่งผลให้เยื่อบุทางเดินปัสสาวะและช่องคลอดบางลง ขาดความชุ่มชื้น นอกจากนี้ยังทำให้สูญเสียแบคทีเรียชนิดดีที่คอยช่วยรักษาสมดุล กลไกการป้องกันเชื้อโรคตามธรรมชาติจึงลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

    การใช้อุปกรณ์คุมกำเนิดบางชนิด

    การคุมกำเนิดบางวิธี เช่น การใช้หมวกครอบปากมดลูก (Diaphragm) หรือการใช้สารฆ่าอสุจิ (Spermicides) อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องคลอด และไปเปลี่ยนแปลงสมดุลของแบคทีเรียตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เชื้อแบคทีเรียก่อโรคเจริญเติบโตได้ดีจนนำไปสู่การอักเสบ

    ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในผู้ชาย

    ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

    แม้ผู้ชายจะมีโอกาสเกิดภาวะนี้น้อยกว่าผู้หญิง แต่หากเกิดอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะมักมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของโครงสร้างหรือมีพยาธิสภาพอื่น ๆ ของอวัยวะซ่อนอยู่

    ภาวะต่อมลูกหมากโต

    เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่พบได้บ่อยในผู้ชายสูงวัย เมื่อต่อมลูกหมากมีขนาดโตขึ้นจะไปกดทับท่อปัสสาวะ ส่งผลให้ปัสสาวะไหลไม่สะดวก ต้องเบ่งนาน และเกิดภาวะน้ำปัสสาวะตกค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งปัสสาวะที่คั่งค้างนี้จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีที่ทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโต

    ปัญหาโครงสร้างทางเดินปัสสาวะผิดปกติ

    ความผิดปกติของอวัยวะภายใน เช่น ภาวะท่อปัสสาวะตีบแคบจากพังผืด หรือมีพยาธิสภาพที่ทำให้ปัสสาวะไหลย้อนกลับ ส่งผลให้กลไกตามธรรมชาติในการขับไล่แบคทีเรียออกจากร่างกายผ่านการขับถ่ายปัสสาวะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

    ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่พบได้ทั้งสองเพศ

    นอกเหนือจากปัจจัยทางสรีระของแต่ละเพศแล้ว ยังมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้เช่นกัน

    พฤติกรรมการกลั้นปัสสาวะและดื่มน้ำน้อย

    การดื่มน้ำน้อยเกินไปทำให้ร่างกายผลิตน้ำปัสสาวะได้ไม่เพียงพอที่จะช่วยชะล้างเชื้อโรคออกไป ประกอบกับการมีพฤติกรรมชอบกลั้นปัสสาวะติดต่อกันเป็นเวลานาน จะยิ่งเป็นการเพิ่มเวลาให้แบคทีเรียฝังตัวและแบ่งตัวเจริญเติบโตในกระเพาะปัสสาวะได้มากขึ้น

    โรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ

    ก้อนนิ่วสามารถเข้าไปขัดขวางการไหลเวียนของน้ำปัสสาวะ ก่อให้เกิดการอุดกั้นและมีปัสสาวะคั่งค้าง นอกจากนี้พื้นผิวที่ขรุขระของก้อนนิ่วยังเป็นแหล่งสะสมตัวของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้การติดเชื้อรักษายากขึ้นและมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้บ่อย

    ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเบาหวาน

    ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันต่ำ หรือผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ จะมีปริมาณน้ำตาลปะปนออกมาในน้ำปัสสาวะ ซึ่งถือเป็นอาหารชั้นดีของแบคทีเรีย ประกอบกับภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง ทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้อย่างเต็มที่

    อาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ สังเกตได้อย่างไร

    ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

    อาการของโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าตำแหน่งของอวัยวะที่เกิดการอักเสบติดเชื้อนั้นอยู่บริเวณใด โดยสามารถสังเกตความผิดปกติได้ดังนี้

    อาการติดเชื้อที่ท่อและกระเพาะปัสสาวะส่วนล่าง

    เมื่อเกิดการอักเสบที่กระเพาะปัสสาวะ ผู้ป่วยมักมีอาการปวดแสบขัดขณะปัสสาวะ มีอาการปัสสาวะบ่อย ปวดกะปริบกะปรอยเหมือนขับถ่ายไม่สุด ทำให้รู้สึก ปัสสาวะไม่สุด เจ็บหรือแสบเวลาใกล้จะปัสสาวะสุด ตลอดเวลา ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย ปัสสาวะมีสีขุ่น มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ และในบางรายที่อักเสบมากอาจพบอาการปัสสาวะเป็นเลือดร่วมด้วย

    อาการติดเชื้อที่กรวยไตส่วนบน

    หากปล่อยให้เชื้อโรคลุกลามย้อนกลับขึ้นไปจนถึงบริเวณไต ผู้ป่วยมักจะมีอาการรุนแรงและเฉียบพลันมากขึ้น เช่น มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดหลังหรือปวดบริเวณบั้นเอวอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

    ภาวะแทรกซ้อนหากปล่อยไว้ไม่รีบรักษา

    หากมีอาการแล้วปล่อยทิ้งไว้ ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการรักษา ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้ ดังนี้

    • เชื้อแบคทีเรียลุกลามเข้าสู่กรวยไต ก่อให้เกิดโรคกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งอาจทำให้เซลล์ไตเสียหายถาวร
    • ในรายที่ติดเชื้อรุนแรง แบคทีเรียอาจเข้าสู่กระแสเลือด นำไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
    • การติดเชื้อซ้ำซ้อนเรื้อรัง อาจทำให้ท่อปัสสาวะตีบแคบ (โดยเฉพาะในผู้ชาย) จากพังผืดที่เกิดจากการอักเสบ
    • ในสตรีมีครรภ์ หากมีการติดเชื้ออาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด หรือทารกมีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยกว่าปกติ

    การตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

    แพทย์ผู้ดูแลจะทำการประเมินอาการเพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง โดยมีแนวทางการตรวจวินิจฉัยหลัก ๆ ดังนี้

    • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: ประเมินลักษณะของอาการ ระยะเวลาที่เป็น พฤติกรรมเสี่ยง และคลำบริเวณหน้าท้องหรือบั้นเอวเพื่อหาจุดกดเจ็บ
    • การตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ (Urinalysis): ตรวจหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง หรือแบคทีเรียในปัสสาวะเพื่อยืนยันภาวะอักเสบ
    • การเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture): เพื่อระบุชนิดของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถเลือกใช้ยาปฏิชีวนะได้อย่างตรงจุด
    • การตรวจภาพถ่ายทางรังสี: เช่น อัลตราซาวนด์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) มักใช้ในรายที่มีการติดเชื้อซ้ำซ้อน เพื่อตรวจหาความผิดปกติของโครงสร้าง นิ่ว หรือการอุดกั้น

    วิธีรักษาอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

    เป้าหมายของการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะคือการกำจัดเชื้อแบคทีเรีย บรรเทาอาการปวด และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ โดยมีแนวทางดังนี้

    • การให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): เป็นการรักษาหลักเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะพิจารณาชนิดและระยะเวลาการให้ยาตามความรุนแรงของโรค สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยา
    • การให้ยาบรรเทาอาการปวดระบบทางเดินปัสสาวะ: แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาบรรเทาอาการปวดเฉพาะที่ (Urinary Tract Analgesic) ซึ่งจะออกฤทธิ์ทำให้เยื่อบุทางเดินปัสสาวะชา ช่วยบรรเทาอาการปวด แสบร้อน และลดอาการปัสสาวะแสบขัดได้โดยตรง เพื่อให้ผู้ป่วยขับถ่ายปัสสาวะได้สบายขึ้นในช่วงแรกที่ยาปฏิชีวนะยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่
    • การรักษาที่ต้นเหตุ: หากการติดเชื้อเกิดจากโรคอื่น เช่น มีก้อนนิ่ว หรือต่อมลูกหมากโต แพทย์จะพิจารณารักษาร่วมด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อซ้ำในอนาคต

    วิธีป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะด้วยตนเอง

    การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้อย่างยั่งยืน

    • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยให้กระเพาะปัสสาวะมีน้ำเพียงพอในการขับถ่ายและชะล้างแบคทีเรียออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ
    • หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ: เมื่อรู้สึกปวดควรไปเข้าห้องน้ำทันที ไม่ควรกลั้นไว้นานเกินไป เพื่อลดระยะเวลาที่แบคทีเรียจะสะสมตัว
    • เช็ดทำความสะอาดอย่างถูกวิธี: สำหรับผู้หญิง หลังการขับถ่ายควรเช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันการนำเชื้อจากทวารหนักเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
    • ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์: เพื่อช่วยขับไล่แบคทีเรียที่อาจถูกดันเข้าไปในท่อปัสสาวะระหว่างการมีเพศสัมพันธ์
    • ดูแลสุขอนามัยจุดซ่อนเร้น: หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีน้ำหอมหรือสารเคมีรุนแรง และควรสวมใส่ชุดชั้นในผ้าฝ้ายที่ระบายอากาศได้ดีเพื่อลดความอับชื้น

    ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคระบบทางเดินปัสสาวะที่โรงพยาบาลกรุงเทพ

    ความผิดปกติในระบบขับถ่ายปัสสาวะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางทำงานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย พร้อมนำเทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์เข้ามาช่วยสนับสนุนในการวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

    สรุปบทความ

    การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เป็นภาวะที่เกิดจากการอักเสบติดเชื้อในระบบขับถ่ายปัสสาวะ ซึ่งแม้จะพบได้บ่อยในผู้หญิง แต่ก็สามารถเกิดในผู้ชายได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือเมื่อเริ่มมีอาการปัสสาวะแสบขัด หรือปวดหน่วงท้องน้อย ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับยาฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม เช่น การดื่มน้ำให้เพียงพอและไม่กลั้นปัสสาวะ เพื่อรักษาอาการให้ดีขึ้นและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

    คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

    1. ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะสามารถหายเองได้ไหม

    โดยส่วนใหญ่ไม่สามารถหายเป็นปกติได้เอง จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เชื้อลุกลามไปยังไตและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้น

    2. น้ำแครนเบอร์รีช่วยรักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้จริงหรือไม่

    การดื่มน้ำแครนเบอร์รีไม่สามารถป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ อย่างไรก็ตาม การรับประทานสารสกัดจากแครนเบอร์รีในรูปแบบอาหารเสริม ซึ่งมีสารโปรแอนโทไซยานิดินส์ (Proanthocyanidins) จะช่วยลดการเกาะติดของแบคทีเรียที่ผนังทางเดินปัสสาวะ จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้บ้าง แต่ไม่สามารถใช้รักษาการติดเชื้อที่เกิดขึ้นแล้วแทนยาปฏิชีวนะได้

    3. การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่

    ไม่จัดว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่การมีเพศสัมพันธ์อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เชื้อแบคทีเรียบริเวณรอบนอกถูกดันเข้าสู่ท่อปัสสาวะและก่อให้เกิดการอักเสบได้

     4. ผู้หญิงตั้งครรภ์หากติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจะอันตรายไหม

    มีโอกาสเกิดอันตรายได้ เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกรวยไตอักเสบ การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด และทารกมีน้ำหนักตัวน้อย สตรีมีครรภ์ที่มีอาการจึงควรรีบพบแพทย์ทันที

    5. หากมีอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำบ่อย ๆ ควรทำอย่างไร

    ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ (Recurrent UTI) คือการกลับมาเป็นโรคนี้ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปภายใน 6 เดือน หรือ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 1 ปี หากผู้ป่วยเข้าข่ายเกณฑ์นี้ ควรเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการประเมินหาสาเหตุเชิงลึกอย่างละเอียด โดยแพทย์อาจพิจารณาแนวทางการตรวจเพิ่มเติม ดังนี้

    • การเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture): แนะนำให้ทำทุกครั้งที่มีอาการ เพื่อติดตามรูปแบบของเชื้อโรคและทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะ
    • การตรวจภาพถ่ายทางรังสี: เช่น การทำอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อค้นหาความผิดปกติทางโครงสร้าง นิ่วที่ซ่อนอยู่ หรือความผิดปกติของไต
    • การส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy): แพทย์อาจพิจารณาใช้ในบางกรณี เพื่อตรวจสอบความผิดปกติภายในกระเพาะปัสสาวะอย่างละเอียด

    ข้อมูลโดย

    Doctor Image

    นพ. พิสิฏฐ์ เต็มภัทราโชค

    ศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา

    นพ. พิสิฏฐ์ เต็มภัทราโชค

    ศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา

    Doctor profileDoctor profile

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์โรคทางเดินปัสสาวะ

    ชั้น 3 อาคาร B โรงพยาบาลกรุงเทพ

    เปิดให้บริการ
    วันจันทร์ - ศุกร์ 08.00 - 19.00 น.
    วันเสาร์ - อาทิตย์ 08.00 - 16.00 น.

    0 2310 3009

    1719

    [email protected]

    ประหยัดเวลาค้นหาแพทย์ด้วยตัวเอง

    ให้ AI ช่วยประเมินอาการและแนะนำแพทย์ที่เหมาะสม

    AI เลือกแพทย์ให้

    เลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ตรวจคัดกรองการไหลของปัสสาวะตรวจคัดกรองการไหลของปัสสาวะ
    ตรวจคัดกรองการไหลของปัสสาวะ

    1,200 บาท

    1,320 บาท

    รายละเอียด
    ชุดตรวจหาความผิดปกติของมะเร็งต่อมลูกหมากชุดตรวจหาความผิดปกติของมะเร็งต่อมลูกหมาก
    ชุดตรวจหาความผิดปกติของมะเร็งต่อมลูกหมาก

    3,500 บาท

    5,180 บาท

    รายละเอียด
    ชุดตรวจหาความผิดปกติของต่อมลูกหมากชุดตรวจหาความผิดปกติของต่อมลูกหมาก
    ชุดตรวจหาความผิดปกติของต่อมลูกหมาก

    2,500 บาท

    3,190 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ปัสสาวะแล้วเจ็บ แสบ ขัด เกิดจากอะไร เป็นสัญญาณเตือนของโรคอะไร Image
    ปัสสาวะแล้วเจ็บ แสบ ขัด เกิดจากอะไร เป็นสัญญาณเตือนของโรคอะไร
    ปัญหาบนเตียงปล่อยไว้ อาจส่งผลถึงหัวใจ Image
    ปัญหาบนเตียงปล่อยไว้ อาจส่งผลถึงหัวใจ
    ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ เรื่องสำคัญที่ผู้ชายควรรู้ Image
    ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ เรื่องสำคัญที่ผู้ชายควรรู้
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ