โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    ลูกถูกกลั่นแกล้ง (Bullying) สังเกตอย่างไร สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

    5 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    พญ. ชรชล สัชฌบดี
    พญ. ชรชล สัชฌบดี

    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

    อัปเดตเมื่อ: 09 ต.ค. 2569
    Dr. Charachol Sachabadee
    พญ. ชรชล สัชฌบดี
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    แพ็กเกจแนะนำ
    แพ็กเกจ Kid Smart Care สำหรับโรคทางเดินอาหาร
    แพ็กเกจ Kid Smart Care สำหรับโรคทางเดินอาหาร
    ลูกถูกกลั่นแกล้ง (Bullying) สังเกตอย่างไร สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 09 ต.ค. 2569

    การกลั่นแกล้ง (Bullying) เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้ในเด็กและวัยรุ่น ทั้งที่โรงเรียน กลุ่มเพื่อน กิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงบนโลกออนไลน์ ส่งผลให้เด็กกลัว ทุกข์ใจ ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ อาจขาดความมั่นใจในการเรียนและการใช้ชีวิต พ่อแม่จึงควรใส่ใจและสังเกตความเปลี่ยนแปลงของลูก เพราะอาจเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือที่คาดไม่ถึง

     

    การกลั่นแกล้ง (Bullying) คืออะไร

    การกลั่นแกล้ง (Bullying) คือพฤติกรรมที่มุ่งกลั่นแกล้งสร้างความเดือดร้อนทำร้ายหรือรังแกผู้อื่นจากกลุ่มคนที่คิดว่ามีอำนาจเหนือกว่าเหยื่อที่โดนกระทำไม่ว่าจะทางคำพูดหรือการกระทำเพื่อให้เหยื่อรู้สึกด้อยค่าเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจที่พบบ่อยคือการล้อเลียนรูปร่างหน้าตาสถานะทางสังคมกีดกันออกจากกลุ่มเผยแพร่เรื่องราวที่ทำให้อับอายส่งข้อความโจมตีผ่านช่องทางต่างๆ

    รูปแบบการกลั่นแกล้ง (Bullying) มีแบบใดบ้าง

    1. การกลั่นแกล้งทางร่างกาย (Physical Bullying)
      – เช่น ผลัก ทุบตี ต่อย ทำร้ายร่างกาย แย่งสิ่งของ ฯลฯ
    2. การกลั่นแกล้งทางวาจา (Verbal Bullying)
      – เช่น ล้อเลียน ดูถูก ข่มขู่ ใช้คำพูดรุนแรง ด่าทอ เหน็บแนม ฯลฯ
    3. การกลั่นแกล้งทางสังคม (Social Bullying)
      – เช่น กีดกันไม่ให้เข้ากลุ่มหรือร่วมกิจกรรม ปล่อยข่าวให้เสียหายหรืออับอาย ฯลฯ
    4. การกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ (Cyberbullying)
      – เช่น โพสต์ภาพ ข้อความ คลิป หรือเสียงทำร้ายจิตใจ, สร้างตัวตนปลอม, ปล่อยข่าวลือไม่จริง ฯลฯ

    ลูกถูก Bullying สังเกตอย่างไร

    ลูกถูก Bullying สังเกตอย่างไร

    1. ลูกเริ่มไม่อยากไปโรงเรียนหรือพยายามหาเหตุผลเพื่อหยุดเรียน ดูกังวลหรือกระวนกระวายในคืนก่อนไปโรงเรียนหรือในเช้าที่ต้องไปโรงเรียน โดยเฉพาะถ้าเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำ คุณพ่อคุณแม่ควรลองพูดคุยว่า มีอะไรที่ทำให้ลูกไม่อยากไปโรงเรียนหรือเปล่า
    2. อารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น จากเด็กที่เคยร่าเริงกลายเป็นเงียบ เก็บตัว หงุดหงิดง่าย ร้องไห้ง่าย หรือไม่อยากพูดคุยกับคนในครอบครัว
    3. มีอาการทางร่างกายโดยไม่พบสาเหตุชัดเจน เช่น ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ หรือไม่สบาย โดยเฉพาะมักเกิดขึ้นในช่วงก่อนต้องไปโรงเรียน อาการเหล่านี้อาจเป็นหนึ่งในวิธีที่เด็กแสดงออกเมื่อกำลังมีความเครียด
    4. การนอนหรือการรับประทานอาหารเปลี่ยนไป เช่น นอนไม่หลับ ฝันร้าย ตื่นกลางดึก ปัสสาวะรดที่นอน หรือรับประทานอาหารได้น้อยลงหรือมากขึ้นกว่าปกติ สิ่งเหล่านี้อาจสะท้อนว่าลูกกำลังมีความกังวลหรือความเครียดบางอย่าง
    5. ลูกเริ่มไม่มั่นใจในตัวเองหรือไม่อยากเข้าสังคม ไม่อยากเจอเพื่อน ไม่อยากร่วมกิจกรรม หรือพูดถึงตัวเองในแง่ลบ เช่น ‘ไม่มีใครชอบหนู’ หรือ ‘หนูไม่เก่ง’ สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม

    สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าลูกถูก Bullying เสมอไป แต่ถ้าพ่อแม่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ควรเข้าไปพูดคุย รับฟัง และหากยังกังวลสามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อช่วยประเมินได้

    ลูกถูกกลั่นแกล้ง (Bullying)

    ทำไมลูกถูก Bullying จึงไม่ยอมบอกพ่อแม่

    เด็กอาจไม่พูดถึงการถูก Bullying ด้วยหลายเหตุผล เช่น

    • กลัวถูกมองว่าอ่อนแอ ขี้ฟ้อง
    • กลัวพ่อแม่โกรธ
    • กลัวผู้ใหญ่จัดการแล้วสถานการณ์รุนแรงขึ้น
    • อายหรือไม่อยากให้คนอื่นรู้
    • คิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุ
    • คิดว่าบอกไปก็ช่วยไม่ได้
    • ไม่กล้าบอกเพราะโดนขู่
    • ไม่รู้ว่าจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร
    • เคยพยายามขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครเข้าใจ

    ลูกถูกกลั่นแกล้ง (Bullying)

    พ่อแม่ควรทำอย่างไรเมื่อลูกถูก Bullying

    หลังจากลูกถูก Bullying วิธีจัดการปัญหาระยะสั้นที่พ่อแม่สามารถทำได้

    • คุยกับลูกให้เร็วที่สุด รับฟังลูกอย่างตั้งใจ เลี่ยงการขัดจังหวะหรือรีบสรุปว่าใครผิดใครถูก ทำให้เด็กรู้ว่าพ่อแม่พร้อมรับฟังและอยู่ข้างลูก ไม่จำเป็นต้องรับมือเพียงลำพัง เด็กรู้ว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องผิด ใช้เวลาร่วมกับลูก ทำกิจกรรมร่วมกัน พูดคุยถึงเรื่องที่ดีและความภูมิใจ
    • เก็บหลักฐาน หากเป็นการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ให้เก็บข้อความ ภาพหน้าจอ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้ และใช้เครื่องมือของแพลตฟอร์ม Report หรือ Block ตามความเหมาะสม
    • วิเคราะห์ปัญหาที่ลูกอาจถูกแกล้งเช่นถูกข่มเหงรีดไถเงินถูกแย่งของหรือยังขาดทักษะการเข้าสังคมฯลฯเพื่อพ่อแม่จะได้หาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำได้
    • สอนวิธีการจัดการอารมณ์และการแก้ปัญหาเบื้องต้นให้ลูก โดยย้ำว่าถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือโดนแกล้งให้ลูกรีบบอกผู้ใหญ่ทุกครั้ง
    • พูดคุยกับครูหรือบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแนวทางดูแลเด็กอย่างเหมาะสม ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความรู้สึกของเด็ก ไม่ใช่แค่หาว่าใครเป็นคนผิด
    • ติดตามความสัมพันธ์ของเด็กกับเพื่อนและการใช้ชีวิตในโรงเรียน

    สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรทำเมื่อลูกถูก Bullying

    • ตำหนิลูก เช่น ทำไมไม่สู้เขา ทำไมปล่อยให้เขาแกล้ง
    • บอกให้ลูกอดทนเพียงอย่างเดียว เพราะเด็กจะรู้สึกว่าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ
    • กล่าวโทษเด็กว่าเป็นต้นเหตุของการถูกกลั่นแกล้ง
    • บังคับให้เด็กเผชิญหน้ากับผู้กลั่นแกล้งด้วยตนเอง
    • เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เมื่อเวลาผ่านไปอาจส่งผลกระทบต่อเด็กมากขึ้น

    Bullying ส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างไร

    ผลกระทบของการถูกกลั่นแกล้ง Bullying ในเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน ได้แก่

    • ด้านร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ
    • ด้านอารมณ์และจิตใจ เช่น เครียด วิตกกังวล รู้สึกโดดเดี่ยว ซึมเศร้า สูญเสียความมั่นใจในตนเอง ท้อแท้หรือเบื่อหน่าย
    • ด้านการเรียนและการเข้าสังคม เช่น ไม่อยากไปโรงเรียน สมาธิลดลง ผลการเรียนแย่ลง แยกตัวออกจากสังคม เลี่ยงการพบเพื่อน ไม่ทำกิจกรรมที่เคยชอบ

    ลูกถูกกลั่นแกล้ง (Bullying)

    เมื่อไรควรพาลูกไปพบแพทย์

    พ่อแม่ควรปรึกษากุมารแพทย์หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หากลูกถูกกลั่นแกล้ง Bullying แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ พฤติกรรม การเรียนที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันดังต่อไปนี้ 

    • ไม่ยอมไปโรงเรียนต่อเนื่อง
    • แยกตัวจากครอบครัวหรือเพื่อน
    • มีปัญหาการกินและการนอนต่อเนื่อง
    • มีอาการทางร่างกายซ้ำ ๆ โดยไม่พบสาเหตุชัดเจน
    • อารมณ์เปลี่ยนแปลงมากจนกระทบการใช้ชีวิต
    • บอกว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไม่อยากมีชีวิตอยู่
    • หากเด็กมีความเสี่ยงทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่นควรช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

    ดูแลส่งเสริมลูกอย่างไรในระยะยาว

    หลังจากลูกเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้ง Bullying พ่อแม่ผู้ปกครองควรติดตามความรู้สึกและดูแลอย่างใกล้ชิด

    • สร้างบรรยากาศอบอุ่นในบ้านที่เด็กพูดคุยได้อย่างสบายใจ ทำให้ลูกรู้สึกว่าตนเองยังมีความสุข มีคุณค่าและถูกยอมรับ
    • ทำให้ลูกภูมิใจในตัวเองเสมอ ส่งเสริมให้ลูกดูแลตัวเอง เช่น ใช้เวลาว่างให้เหมาะสม ค้นหาสิ่งที่ตนเองชอบหรือทำได้ดี รู้จักชื่นชมข้อดีของตนเอง เมื่อลูกได้ทำสิ่งใดประสบความสำเร็จหรือได้รับการชื่นชมจะมั่นใจยิ่งขึ้น เมื่อถูกกลั่นแกล้งก็จะมีความเชื่อมั่นเป็นภูมิต้านทาน
    • สอนทักษะการเข้าสังคมและการจัดการอารมณ์ สอนให้ลูกกล้ายืนยันในสิ่งที่คิดหรือสิ่งที่ถูกต้อง มั่นใจที่จะปฏิเสธบอกอีกฝ่ายให้หยุดกระทำด้วยท่าทีที่มั่นใจและจริงจัง หลีกเลี่ยงการใช้กำลังตอบโต้หากไม่ใช่การป้องกันตนเอง เพราะอาจทำให้สถานการณ์บานปลายและแย่ลง สอนวิธีการจัดการอารมณ์ เช่น การจัดการอารมณ์เมื่อโกรธ โมโห หรือเสียใจเมื่อถูกรังแก การรู้จักนิ่งเฉยหรือเดินหนีในบางสถานการณ์ รวมถึงสอนพื้นฐานการเข้าสังคม เข้าหาเพื่อน ปรับตัวในสังคม
    • สอนทักษะการสื่อสารอารมณ์และความต้องการ เพื่อเวลาที่ลูกต้องการสื่อสารสิ่งที่เกิดขึ้น ระบายความรู้สึก หรือขอความช่วยเหลือจากคนอื่นได้
    • ปรึกษาแพทย์หากเด็กอาการยังไม่ดีขึ้น

    ลูกถูกกลั่นแกล้ง (Bullying)

    คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

    Q: สอนลูกให้ไม่กลั่นแกล้ง Bullying ผู้อื่นได้อย่างไร

    A: การสอนลูกให้ไม่กลั่นแกล้ง Bullying ผู้อื่นสำคัญที่สุดคือการปลูกฝังทักษะการเข้าใจอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น ความเห็นอกเห็นใจตั้งแต่ก่อนวัยเรียน เริ่มจากพ่อแม่ผู้ปกครองทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี เพราะเด็ก ๆ มักจะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากคนใกล้ชิด ดังนั้นควรสร้างความเข้าใจว่าคนทุกคนแตกต่างกัน ไม่มีใครเหมือนใคร ภูมิใจในตนเองและเคารพในความแตกต่างของคนอื่น หรือใช้สื่อการสอนอื่น ๆ เช่น การอ่านนิทานก่อนนอนด้วยกัน หลีกเลี่ยงการพูดจารุนแรง ดูถูก ล้อเลียนในครอบครัว เพราะอาจปลูกฝังคำพูดเชิงลบให้เด็กไปสร้างบาดแผลทางใจให้คนอื่นได้ สอนการจัดการและแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม รวมถึงส่งเสริมการพบปะผู้คนที่หลากหลาย ทำกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้การเข้าสังคม อารมณ์ และความคิดเห็นของคนอื่น

    โรงพยาบาลที่ชำนาญการดูแลรักษาสุขภาพจิตเด็ก

    ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมให้การดูแลรักษาเจ้าตัวเล็กให้สมบูรณ์แข็งแรงในทุกช่วงวัย ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มากด้วยประสบการณ์ เครื่องมือที่ทันสมัย และทีมสหสาขาที่พร้อมดูแลให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในทุกวัน

    แพทย์ที่ชำนาญการดูแลรักษาสุขภาพจิตเด็ก

    พญ.ชรชล สัชฌบดี แพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางด้านสุขภาพจิต ดูแล บำบัดรักษา และป้องกันปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงความผิดปกติทางพฤติกรรมในเด็ก วัยรุ่น และสมาชิกในครอบครัว ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ

    สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง

    ข้อมูลโดย

    Doctor Image

    พญ. ชรชล สัชฌบดี

    จิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น

    พญ. ชรชล สัชฌบดี

    จิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น

    Doctor profileDoctor profile

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ

    ชั้น 4 อาคาร B โรงพยาบาลกรุงเทพ

    เปิดบริการทุกวัน เวลา 07.00 - 20.00 น.

    0 2310 3006

    0 2755 1006

    0 2310 3000

    1719

    0 2755 1098

    [email protected]

    ประหยัดเวลาค้นหาแพทย์ด้วยตัวเอง

    ให้ AI ช่วยประเมินอาการและแนะนำแพทย์ที่เหมาะสม

    AI เลือกแพทย์ให้

    เลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    แพ็กเกจ Kid Smart Care สำหรับโรคทางเดินอาหารแพ็กเกจ Kid Smart Care สำหรับโรคทางเดินอาหาร
    แพ็กเกจ Kid Smart Care สำหรับโรคทางเดินอาหาร

    2,200 บาท

    รายละเอียด
    แพ็กเกจ Kid Smart Care สำหรับโรคทางเดินหายใจแพ็กเกจ Kid Smart Care สำหรับโรคทางเดินหายใจ
    แพ็กเกจ Kid Smart Care สำหรับโรคทางเดินหายใจ

    2,500 บาท

    รายละเอียด
    วัคซีนป้องกันโรคมือ เท้า ปาก รุนแรง EV71 สำหรับเด็ก (2 เข็ม)วัคซีนป้องกันโรคมือ เท้า ปาก รุนแรง EV71 สำหรับเด็ก (2 เข็ม)
    วัคซีนป้องกันโรคมือ เท้า ปาก รุนแรง EV71 สำหรับเด็ก (2 เข็ม)

    9,040 บาท

    10,504 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    แก๊สหัวเราะ (Nitrous Oxide) คืออะไร อันตรายและผลกระทบต่อเด็กและวัยรุ่น Image
    แก๊สหัวเราะ (Nitrous Oxide) คืออะไร อันตรายและผลกระทบต่อเด็กและวัยรุ่น
    เยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็ก อาการเตือนที่พ่อแม่ต้องรู้ก่อนสาย Image
    เยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็ก อาการเตือนที่พ่อแม่ต้องรู้ก่อนสาย
    Gene Therapy ยีนบำบัดรักษากล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็ก (SMA) ที่พ่อแม่ควรรู้ Image
    Gene Therapy ยีนบำบัดรักษากล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็ก (SMA) ที่พ่อแม่ควรรู้
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ