โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    ชัตดาวน์ความกลัว ดูแลใจให้แข็งแรงช่วงโควิด

    6 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    Package Image
    นพ. จิตริน ใจดี

    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

    อัปเดตเมื่อ: 17 ธ.ค. 2568
    Dr. Jitarin Jaidee
    นพ. จิตริน ใจดี
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    แพ็กเกจแนะนำ
    Package Image
    ชุดตรวจสุขภาพหัวใจ Exclusive Echo plus EKG
    ชัตดาวน์ความกลัว ดูแลใจให้แข็งแรงช่วงโควิด
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 17 ธ.ค. 2568

    ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้คนมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันออกไปในการรับมือกับความเครียด บ้างก็นิ่งเฉยไม่รับรู้บ้างก็วิตกกังวลอยู่กับข่าวสารที่มีอยู่อย่างมากเกิน บ้างก็รู้สึกซึมเศร้าหดหู่จนไร้ซึ่งความอยากที่จะทำอะไร บ้างก็ปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับสิ่งล่อตาล่อใจจนไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ทั้ง ๆ ที่ในสถานการณ์แบบเดียวกันนั้นก็ยังมีผู้คนอีกมากมายที่รับมือได้ดี มีสติและกำลังใจที่ดี สามารถยืนระยะแก้ไขปัญหา รับมือกับความเครียดได้อย่างเหมาะสม อะไรเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้คนเราแตกต่างกันเมื่อต้องเผชิญกับความเครียด


    รู้ทันความกลัวความกังวล

    คุณสมบัติข้อสำคัญข้อแรกในการรับมือกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ คือ ความอดทน ส่วนความกลัว (Fear) ความกังวล (Anxiety) ทั้งสองอย่างคล้ายกันมาก เพราะเป็นอารมณ์ความรู้สึกประเภทเดียวกัน เพียงแต่ความกังวลจะมาในรูปแบบที่อ่อนกว่า มีลักษณะที่ซํ้าซากจำเจและอยู่กับเราได้นานกว่าความกลัวที่มักจะมาแบบทีเดียวจบ สิ่งที่ต้องทราบคือ ทั้งความวิตกกังวลและความกลัวล้วนเป็นสภาวะที่เป็นปกติอย่างที่สุดของการตอบสนองทางอารมณ์ของคนเราเมื่อเผชิญเหตุร้าย โดยเฉพาะเวลาที่ต้องเจอกับสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อนและไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร ดังนั้นเราจึงไม่ควรปฏิเสธหรือเก็บความกลัวความกังวลเอาไว้ เพราะถ้าเก็บไว้มันจะยิ่งใหญ่ขึ้นและร้อนขึ้นเปรียบเทียบได้เหมือนภูเขาไฟที่รอการระเบิดโดยอัตโนมัติ

    เมื่อกลัวหรือกังวล ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อมเผชิญเหตุอันตราย นั่นคือ
    “อะดรีนาลีน” และ “คอร์ติซอล” ฮอร์โมนหลักทั้งสองตัวจะนำพาร่างกายและจิตใจให้เข้าสู่สภาวะตึงเครียด ตื่นเต้น โดยหัวใจจะสูบฉีดเลือดแรงขึ้น ถี่ขึ้น จนรู้สึกเหมือนราวกับว่าใจสั่นอยู่ในอก จังหวะการหายใจจะเร็วขึ้น แต่ไม่มีประสิทธิภาพ คือหายใจแบบตื้น ๆ ถี่ ๆ ดังนั้นเมื่อหายใจแบบนี้ต่อไปสักพักจะยิ่งรู้สึกอึดอัด ไม่สบาย ไม่ผ่อนคลาย 

    อาการอื่น ๆ ที่พบได้ เช่น แน่นหน้าอก อยากจะอาเจียน เวียนศีรษะ หน้ามืด ตาพร่า เสียวหรือชาตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นต้น โดยอาการดังกล่าวมักเป็นขึ้นโดยฉับพลันทันใดและมักเป็นพร้อม ๆ กันหลายอาการ อาการที่ผิดปกติต่าง ๆ แบบนี้ ถ้าเป็นบ่อย ๆ ก็มักจะทำให้ผู้ที่กังวลอยู่แล้วยิ่งกังวลมากขึ้นไปอีก จากเดิมที่เคยกังวลเรื่องนอกตัว กลับมาเป็นคิดกังวลเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของตัวเอง โดยอาจจะเผลอคิดไปว่าตัวเองกำลังเจ็บป่วยร้ายแรง มีโรคร้ายแรงซ่อนเร้นอยู่ หรืออยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเมื่อไรก็ได้ เช่น คิดว่าตัวเองกำลังจะหัวใจวาย คิดว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ คิดว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองร้ายแรง คิดว่าตัวเองเป็นโรคในระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น

    ลักษณะดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ถ้าเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวหรือสองครั้ง และเป็นตามหลังเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นจริง ๆ โดยทั่วไปถือว่าไม่เป็นอะไร เป็นปกติดี แต่ถ้าหากเหตุการณ์นั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ เป็น ๆ หาย ๆ ไม่สามารถคาดเดาหรือควบคุมได้ ทำให้กลายเป็นคนไม่มั่นใจ คิดมาก คิดซํ้า คิดกังวลละเอียดลอออย่างมากเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ เรื่องอาหารที่จะกิน เรื่องความปลอดภัย ทำให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ลำบากขึ้น เพราะต้องคอยห่วงคอยพะวง คอยเลี่ยงที่จะไม่ทำกิจกรรมอะไรบางอย่าง ทั้ง ๆ ที่เคยทำได้ตามปกติ หรือบางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะคิดลบ ๆ ไปก่อนล่วงหน้า ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์นั้นยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้มาสักระยะหนึ่งก็จะเรียกสภาวะนี้ว่า “แพนิก” 

    ถ้าไม่อยากเป็นแพนิกก็ต้องเรียนรู้ที่จะลดระดับความวิตกกังวลกันก่อน สำหรับเทคนิคการลดความวิตกกังวลนั้น แต่ละคนมักจะมีวิธีที่ถนัดไม่เหมือนกัน ไม่สามารถหาประโยคที่สามารถพูดกับทุกคนแล้วทำให้ทุกคนหายกังวลได้ในทันทีในที่นี้จะขออนุญาติข้ามคำแนะนำประเภท “อย่าเครียด” “อย่าคิดมาก” “ให้ปล่อยวางจะถือไว้ทำไม” เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยให้คลายกังวลแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในเวลาวิกฤติและอาจทำให้ผู้ฟังรู้สึกอึดอัดและกดดันมากกว่าเดิมได้ ถ้าผู้พูดและผู้ฟังไม่ได้สนิทสนมกันจริง ๆ


    ชัตดาวน์ความกลัว ดูแลใจให้แข็งแรงช่วงโควิด

    จิตบำบัด CBT

    หลักการในการรับมือกับความเครียดตามแนวทางการทำจิตบำบัดแบบ CBT (Cognitive Behavioural Therapy) เป็นหนึ่งในแนวทางการบำบัดมาตรฐานที่จิตแพทย์ใช้พูดคุยให้คำปรึกษากับผู้ที่มารับบริการในมุมมองของ CBT โดยมองว่ามีตัวแปรอยู่ 3 ประการที่ทำให้คนเราตอบสนองต่อความเครียดได้แตกต่างกันออกไป หลักการคือ ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ จะเครียดน้อยหรือเครียดมากต้องมีการปรับที่ตัวแปรอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างนี้ แต่มีข้อสังเกตคือ ใน 3 ข้อนี้บางอย่างก็ปรับได้ บางอย่างก็ไม่ควรปรับ ประกอบด้วย 

    1) ความรู้สึก (Feeling)

    การปรับความรู้สึก เคยไหมในเวลาที่เศร้ามาก ๆ หรือโกรธมาก ๆ รู้สึกไม่ไหวแล้วจนคล้าย ๆ อยากจะตะโกนออกมา คนส่วนใหญ่มักจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการเก็บกดความรู้สึกเอาไว้ (Suppression) อาจจะเป็นเพราะอายหรือเพราะบริบททางสังคม เทคนิคนี้ “ทำได้ แต่อย่าทำบ่อย” เพราะการเก็บกดอารมณ์ความรู้สึกเอาไว้ข้างใน จะทำให้เกิดก้อนความเครียดก่อตัวขึ้นมาอยู่ภายในใจ พอสะสมไปเรื่อย ๆ สุดท้ายอาจจะทำให้เกิดการระเบิดอารมณ์แบบรุนแรงขึ้น เกิดเป็นแพนิกหรือเกิดซึมเศร้าขึ้นมาได้

    สำหรับการจัดการกับอารมณ์นั้น ส่วนสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเก็บอารมณ์ให้ลึกขึ้น แต่เป็นการฝึกที่จะรับรู้อารมณ์ของตนเองตามสภาพจริง เช่น โกรธก็คือโกรธ ไม่ต้องไปบิดอารมณ์ให้เป็นอารมณ์อื่น เสียใจก็คือเสียใจ ต้องยอมให้ตัวเองอยู่กับอารมณ์พวกนี้ได้บ้าง เพราะอย่างน้อยก็เป็นอารมณ์ของเรา จะไปให้คนอื่นจัดการแทนเราไม่ได้ และส่วนใหญ่อารมณ์ที่ถูกการรับรู้แล้วจะก้อนเล็กลง พอก้อนเล็กลงก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาอะไรมาก การบริหารจัดการในส่วนอื่น ๆ จะเกิดขึ้นตามมา สติก็จะมา เหตุผลก็จะตามมา สุดท้ายแผนการแก้ปัญหาที่เหมาะสมจะตามมา

    การรับรู้อารมณ์ของตนเองเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน อาจฟังดูง่าย แต่เป็นเรื่องที่ท้าทายอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในเวลาที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้จมอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ มาก ๆ หรือนาน ๆ มักจะไม่รู้ตัวเอง ไม่เห็นตัวเอง เช่น คนขับรถปาดหน้ากันกลับลงมาทะเลาะกันถึงขั้นยิงกันเสียชีวิต ทั้ง ๆ ที่ถ้าคิดตามหลักเหตุและผลแล้วเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย แต่เพราะในนาทีนั้นอารมณ์ได้เข้ามามีบทบาทอยู่เหนือเหตุผลจึงไม่สามารถระงับสถานการณ์ได้ นอกจากนี้ยังมีหลายคนที่มีลักษณะบางอย่างทางบุคลิกภาพที่อดไม่ได้ที่จะตำหนิตัวเองหรือกระตุ้นตัวเองให้ยิ่งจมดิ่งลึกลงไปในห้วงอารมณ์ไม่ยอมขึ้นมา
    ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเศร้า รู้ว่าไม่ดี แต่ก็จะขออยู่กับอารมณ์แบบนี้ต่อไป เรียกเท่าไรก็ไม่ยอมขึ้นมา ซึ่งเทคนิคที่ใช้ในการปรับอารมณ์ของกลุ่มนี้จะต้องใช้เวลาและเทคนิคที่หลากหลายขึ้น โดยแต่ละคนจะได้รับคำแนะนำที่แตกต่างกันไปไม่เหมือนกัน เพื่อให้เหมาะกับวิธีคิดและบุคลิกภาพของแต่ละคน สามารถรับคำปรึกษาได้โดยตรงที่จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา

    2) ความคิด / กระบวนการคิด (Cognition)

    การปรับความคิดหรือกระบวนการคิด คนทั่วไปมักคิดว่า ควรคิดเชิงบวก (Positive Thinking) มักจะแนะนำว่าให้ฝึกคิดบวกเข้าไว้และจะดีเอง หรือต้องคิดบวกจะได้เป็นการเหนี่ยวนำพลังบวกเข้ามาในชีวิต ซึ่งเอาจริงแล้วในภาวะที่ฉุกเฉินหรืออันตรายนั้น คิดบวกได้ยากมาก ๆ ความคิดเชิงบวกมักจะมาตอนที่อยู่ในภาวะที่มั่นคงและปลอดภัยมากกว่า 

    ในภาวะที่ตึงเครียดไม่จำเป็นต้องคิดบวกขนาดนั้น “ขอแค่คิดกลาง ๆ แต่มีสติพยายามกรองความคิดด้านลบให้ลดน้อยลง แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว” บางครั้งในระหว่างการบำบัดผู้ป่วยที่มาด้วยความกลัว จิตแพทย์มักจะถามถึงความเป็นไปได้ของเรื่องที่ผู้ป่วยกลัว ถามว่าในความคิดกลัวของผู้ป่วยนั้นมีโอกาสที่จะเป็นขึ้นมาจริง ๆ ได้มากน้อยเพียงไร และถ้าเกิดขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ผู้ป่วยคิดว่าจะเกิดขึ้นแบบไหนได้บ้าง แบบไหนน่ากลัวน้อยสุด แบบไหนกลาง ๆ และแบบไหนน่ากลัวมากที่สุด ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนจะได้โอกาสระบายความกลัวออกมา ส่วนจิตแพทย์จะได้เห็นรูปแบบความคิด การให้นํ้าหนักของผู้ป่วยแต่ละคน บางเคสจะพอมองออกได้ว่าเป็นเพราะบุคลิกภาพหรือประสบการณ์ส่วนตัวของเขาที่ผ่านมา ทำให้เขาเรียนรู้และเชื่อฝังใจว่าเหตุการณ์จะต้องเป็นไปในทางที่เขาคิด คือ ทางที่น่ากลัวเสมอ ซึ่งในจุดนี้จิตแพทย์จะค่อย ๆ ช่วยกรองความคิดด้านลบให้น้อยลงได้ ผู้ป่วยก็จะรู้สึกสบายใจขึ้น โดยที่ไม่ต้องไปยัดเยียดความรู้สึกที่เป็นบวกให้แทน

    3) พฤติกรรม (Behavior)

    การปรับพฤติกรรมเป็นจุดที่คนทั่วไปมักมองข้าม เป็นเรื่องที่ไม่อยากทำ ขี้เกียจทำ คนเราเวลามีเรื่องเครียดมักจะยอมเสียเวลาเป็นวัน ๆ เพื่อที่จะไปนั่งปรับความคิดหรือปรับอารมณ์ให้เป็นบวก หรือบางคนใช้เวลาเป็นสัปดาห์เป็นเดือนหรือเป็นปีจนกว่าจะทำใจ ยอมรับความทุกข์ก้อนใดก้อนหนึ่งได้ มันดูเหมือนว่าเรายินดีจะเสียเวลามากเท่าไรก็ได้ไม่จำกัดเพียงเพื่อที่จะได้ตัดความคิดตรงนี้ให้ “หลุด” “ปลดล็อก” หรือ “คลายปม” แต่กลับลืมคิดไปว่า เราได้เสียโอกาสที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติสุขลงไปทุกวันเช่นกัน

    ความทุกข์มีราคาที่สูงเสียเหลือเกินในแนวคิดของการปรับพฤติกรรม เราเชื่อว่ากิจกรรมที่เราทำและสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่จะส่งผลอย่างมากต่ออารมณ์และความคิดของเรา ดังนั้นถ้ากำลังมีความทุกข์ใจหรือเครียดเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่และอยากให้ผ่านไปเร็ว ๆ ต้องปรับกิจกรรม ปรับวิธีการใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างจริงจัง เช่น ถ้ารู้ตัวว่ารับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่อง COVID-19 มากเกินไปจนทำให้เครียด ก็ต้องพยายามอย่าทำซํ้าแบบเดิม ลดความถี่ของการเสพข่าวลง แต่คอยเติม คอยหากิจกรรมอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนมาลองทำแทนพฤติกรรมเดิมแล้วความกังวลจะค่อย ๆ ลดลงไป 


    โดยธรรมชาติของคนที่ทุกข์ใจจะรู้สึกว่าตัวเองมีพลังงานน้อย เฉื่อย ไม่อยากจะทำอะไร อยากอยู่เฉย ๆ ไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร ท้อแท้ ตรงนี้แก้ได้โดยการที่ต้องลดทอนหรือยอมหั่นเป้าหมายในใจให้เล็กลงจนอยู่ในระดับที่ทำได้ง่ายมาก ๆ เช่น จากเดิมที่เคยคิดว่าจะวิ่งออกกำลังกายสัก 45 นาทีต่อครั้ง ก็ปรับเป้าหมายใหม่เป็นทำแค่สัก 10 นาทีก่อน ตั้งเป้าเล็ก ๆ ไว้ก่อน เอาแค่จูงใจให้เริ่มลงมือทำ พอทำขั้นแรกได้สำเร็จแล้วลึก ๆ จะเริ่มรู้สึกดีที่อย่างน้อยก็ทำอะไรสำเร็จได้อยู่บ้าง ไม่แย่ไปเสียทั้งหมด ตรงนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ค่อย ๆ วางเป้าให้ใหญ่ขึ้นไปทีละนิดละนิด โดยต้องระวังอย่าพึ่งไปเปรียบเทียบกับเป้าในสมัยก่อนหรือเป้าของคนอื่น ในเรื่องของการปรับพฤติกรรมหากได้รับแรงสนับสนุนจากเพื่อนฝูงและครอบครัวด้วยจะยิ่งทำให้การปรับพฤติกรรมทำได้สำเร็จมากขึ้น สนุกขึ้น คลายจากความทุกข์ได้เร็วขึ้นด้วย

     

    ข้อมูลโดย

    Doctor Image

    นพ. จิตริน ใจดี

    จิตเวชศาสตร์

    นพ. จิตริน ใจดี

    จิตเวชศาสตร์

    Doctor profileDoctor profile

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ

    ชั้น 3-6 อาคารโรงพยาบาลชีวา ทรานสิชั่นนัล แคร์

    เปิดให้บริการ ทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.

    0 2310 3751

    0 2310 3752

    0 2310 3521

    0 2310 3522

    02 310 3013

    [email protected]

    แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ชุดตรวจสุขภาพหัวใจ Exclusive Echo plus EKGชุดตรวจสุขภาพหัวใจ Exclusive Echo plus EKG
    ชุดตรวจสุขภาพหัวใจ Exclusive Echo plus EKG

    7,500 บาท

    8,120 บาท

    รายละเอียด
    ชุดตรวจสุขภาพหัวใจ Exclusive Stress Echoชุดตรวจสุขภาพหัวใจ Exclusive Stress Echo
    ชุดตรวจสุขภาพหัวใจ Exclusive Stress Echo

    12,500 บาท

    13,520 บาท

    รายละเอียด
    ชุดตรวจสุขภาพหัวใจ Exclusive Echo plus ESTชุดตรวจสุขภาพหัวใจ Exclusive Echo plus EST
    ชุดตรวจสุขภาพหัวใจ Exclusive Echo plus EST

    11,900 บาท

    12,790 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    วิกฤตตัวตนวัยรุ่น หาตัวเองให้เจอก่อนสับสน Image
    วิกฤตตัวตนวัยรุ่น หาตัวเองให้เจอก่อนสับสน
    ถาม - ตอบเรื่องน่าสงสัยของโรคซึมเศร้า Image
    ถาม - ตอบเรื่องน่าสงสัยของโรคซึมเศร้า
    บูลลี่และไซเบอร์บูลลี่ Image
    บูลลี่และไซเบอร์บูลลี่
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ