หัวใจเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำงานตลอดเวลาโดยไม่มีวันหยุดพัก แต่เมื่อใดก็ตามที่กล้ามเนื้อหัวใจเกิดความผิดปกติจนสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่เพียงพอ ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งหลายคนมักเข้าใจผิดว่าหัวใจหยุดทำงานไปแล้ว แต่แท้จริงคือหัวใจกำลังอ่อนล้าและทำงานหนักเกินขีดจำกัด
ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ผู้ป่วยอาจมีอาการสะสมมาอย่างยาวนานโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งเกิดปัจจัยกระตุ้นอย่างภาวะหัวใจขาดเลือด ที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายกะทันหัน นำไปสู่อาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่อันตรายถึงชีวิต การทำความเข้าใจความแตกต่างของอาการ และรู้เท่าทันสัญญาณเตือน จะช่วยให้เราปกป้องตัวเองและคนที่รักได้อย่างทันท่วงที
ภาวะหัวใจล้มเหลวคืออะไร?

ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างหรือการทำงานของหัวใจ ส่งผลให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือจำเป็นต้องอาศัยแรงดันภายในหัวใจที่สูงผิดปกติเพื่อคงการไหลเวียนเลือดให้เพียงพอ
ภาวะนี้อาจเกิดจากหัวใจบีบตัวได้ไม่ดี หรือหัวใจมีความแข็งตัวผิดปกติจนคลายตัวรับเลือดได้ไม่เต็มที่ ทำให้เลือดคั่งอยู่ในหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก นอนราบไม่ได้ และมีอาการบวมบริเวณขา ข้อเท้า หรือหน้าท้อง
แม้ว่าภาวะหัวใจล้มเหลวจะเป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อย แต่ปัจจุบันมียาและเทคโนโลยีการรักษาที่ช่วยควบคุมอาการ ลดการนอนโรงพยาบาล และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและอายุยืนยาวขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก
ภาวะหัวใจล้มเหลว มีกี่ประเภท
ภาวะหัวใจล้มเหลวสามารถแบ่งได้หลายวิธี ทั้งตามลักษณะการเกิดโรค ตำแหน่งของหัวใจที่มีปัญหา และประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจ
แบ่งตามลักษณะการเกิดโรค
- หัวใจล้มเหลวเรื้อรัง (Chronic Heart Failure)
อาการค่อย ๆ เกิดขึ้นและสะสมเป็นเวลานาน เช่น เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก หรือบวมที่ขา โดยในระยะแรกอาจยังไม่มีอาการชัดเจน - หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Heart Failure)
อาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เช่น หอบเหนื่อยเฉียบพลัน น้ำท่วมปอด หรือความดันโลหิตต่ำ มักพบในผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง หรือโรคหัวใจเรื้อรังกำเริบ
แบ่งตามตำแหน่งของหัวใจที่มีปัญหา
- หัวใจล้มเหลวด้านซ้าย (Left-sided Heart Failure)
หัวใจห้องล่างซ้ายสูบฉีดเลือดได้ไม่ดี ทำให้เลือดคั่งย้อนกลับไปที่ปอด ส่งผลให้เกิดอาการหายใจหอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ และอาจเกิดภาวะน้ำท่วมปอด
- หัวใจล้มเหลวด้านขวา (Right-sided Heart Failure)
หัวใจห้องล่างขวารับและส่งเลือดกลับจากร่างกายได้ไม่เต็มที่ ทำให้เลือดคั่งในหลอดเลือดดำ เกิดอาการบวมที่ขา เท้า ช่องท้อง หรือมีตับโต
แบ่งตามประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจ (Ejection Fraction: EF)
- HFrEF: หัวใจล้มเหลวที่หัวใจบีบตัวลดลง
หัวใจสูบฉีดเลือดได้ลดลงอย่างชัดเจน ค่า EF มักต่ำกว่า 40% ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีแนวทางการรักษาที่ชัดเจนและตอบสนองต่อยาหลายชนิดได้ดี
- HFpEF: หัวใจล้มเหลวที่ค่า EF ยังปกติหรือเกือบปกติ
หัวใจคลายตัวรับเลือดได้ไม่ดี แม้ค่า EF จะยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ มักพบในผู้สูงอายุ ผู้หญิง ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคอ้วน
- HFmrEF: หัวใจล้มเหลวที่ค่า EF ลดลงเล็กน้อย
เป็นกลุ่มที่มีค่า EF อยู่ระหว่าง HFrEF และ HFpEF และมีลักษณะผสมของทั้งสองกลุ่ม
หมายเหตุ: ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะหัวใจล้มเหลวมากกว่าหนึ่งลักษณะร่วมกัน เช่น เป็นทั้งหัวใจล้มเหลวเรื้อรังและหัวใจล้มเหลวด้านซ้าย ดังนั้นการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงมีความสำคัญในการวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
เช็กสัญญาณเตือน อาการแบบไหนเข้าข่ายและต้องระวังภาวะเฉียบพลัน
อาการของโรคจะแตกต่างกันไปตามระยะและความรุนแรง โดยสามารถสังเกตความผิดปกติได้ดังนี้
อาการของภาวะหัวใจล้มเหลว (แบบเรื้อรังค่อยเป็นค่อยไป)
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หรือหายใจเหนื่อยมากกว่าปกติเมื่อทำกิจกรรมที่เคยทำได้สบาย
- หายใจลำบากเมื่อนอนราบ ต้องใช้หมอนหลายใบ หรือสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะหายใจไม่อิ่ม
- มีอาการบวมบริเวณเท้า ข้อเท้า หน้าแข้ง หรือหน้าท้อง
- น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่วัน เช่น น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 กิโลกรัมภายใน 3 วัน หรือมากกว่า 2–3 กิโลกรัมภายใน 1 สัปดาห์ จากการคั่งของน้ำในร่างกาย
- ปัสสาวะบ่อยในเวลากลางคืน
- เบื่ออาหาร อิ่มเร็ว คลื่นไส้ หรือแน่นท้อง
สัญญาณอันตรายของอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบนำผู้ป่วยส่งแผนกฉุกเฉิน หรือโทร 1669 ทันที เพราะเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจล้มเหลวกำเริบรุนแรง หรือภาวะฉุกเฉินทางหัวใจและหลอดเลือด
- หายใจหอบเหนื่อยอย่างรุนแรงแม้นั่งพัก หรือมีความรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก
- นอนราบไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมานั่งหายใจ หรือตื่นกลางดึกเพราะหอบเหนื่อย
- เจ็บแน่นหน้าอก โดยเฉพาะหากสงสัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดร่วมด้วย
- หน้ามืด วิงเวียน หรือหมดสติ
- หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ใจสั่นรุนแรง หรือหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ
- ไอรุนแรง มีเสมหะสีชมพูหรือมีฟอง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะน้ำท่วมปอด
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจล้มเหลวมักไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ส่วนใหญ่มักเป็นผลจากโรคหรือภาวะที่ทำให้หัวใจได้รับความเสียหายหรือทำงานหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย ได้แก่
- โรคหลอดเลือดหัวใจและภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะหัวใจล้มเหลว เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจที่ได้รับเลือดไม่เพียงพอหรือเคยเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย จะสูญเสียประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือด - โรคความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตที่สูงเป็นเวลานานทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว แข็งตัว และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวในอนาคต - โรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคไตเรื้อรัง
ปัจจุบันโรคทั้ง 3 กลุ่มนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นปัจจัยสำคัญของกลุ่มโรคหัวใจ-ไต-เมตาบอลิก (Cardiovascular-Kidney-Metabolic Syndrome; CKM Syndrome) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างมีนัยสำคัญ - โรคลิ้นหัวใจ
ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่วทำให้การไหลเวียนเลือดผิดปกติและเพิ่มภาระการทำงานของหัวใจในระยะยาว - โรคกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiomyopathy)
อาจเกิดจากพันธุกรรม การติดเชื้อ การอักเสบ หรือสาเหตุอื่น ๆ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงหรือแข็งตัวผิดปกติ - ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
โดยเฉพาะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) หรือภาวะหัวใจเต้นเร็วต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจลดลง - ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea)
เป็นปัจจัยเสี่ยงที่พบได้บ่อยแต่ถูกมองข้าม โดยส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและเพิ่มภาระการทำงานของหัวใจ - พฤติกรรมและปัจจัยด้านการใช้ชีวิต
การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การขาดการออกกำลังกาย และการควบคุมน้ำหนักที่ไม่เหมาะสม ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
การประเมินระยะความรุนแรงของโรค
ภาวะหัวใจล้มเหลวมีความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละคน แพทย์มักใช้การประเมินตามเกณฑ์ NYHA (New York Heart Association Classification) เพื่อวัดผลกระทบของโรคต่อการใช้ชีวิตประจำวันและวางแผนการรักษา
- NYHA Class I: มีโรคหัวใจหรือภาวะหัวใจล้มเหลว แต่ยังสามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยไม่เกิดอาการเหนื่อย หอบ หรืออ่อนเพลีย
- NYHA Class II: สามารถทำกิจกรรมทั่วไปได้ แต่เริ่มมีอาการเหนื่อย หายใจลำบาก หรืออ่อนเพลียเมื่อออกแรงมากกว่าปกติ
- NYHA Class III: มีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมค่อนข้างมาก แม้ทำกิจกรรมเบา ๆ เช่น เดินระยะสั้นหรือทำงานบ้าน ก็อาจเกิดอาการเหนื่อยหรือหอบได้
- NYHA Class IV: มีอาการเหนื่อย หายใจลำบาก หรืออ่อนเพลียแม้ในขณะพัก และมักไม่สามารถทำกิจกรรมทางกายได้โดยไม่มีอาการ
นอกจากการประเมินอาการแล้ว ปัจจุบันแพทย์ยังใช้ระบบแบ่งระยะของโรค (ACC/AHA Stages A–D) ซึ่งช่วยระบุผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวตั้งแต่ก่อนมีอาการ เพื่อให้สามารถป้องกันและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดังนี้
- Stage A: มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน แต่ยังไม่มีโรคหัวใจ
- Stage B: มีความผิดปกติของหัวใจแล้ว แต่ยังไม่มีอาการ
- Stage C: มีความผิดปกติของหัวใจและเริ่มมีอาการหัวใจล้มเหลว
- Stage D: ภาวะหัวใจล้มเหลวระยะรุนแรง ต้องการการรักษาขั้นสูง
ภาวะหัวใจล้มเหลว มีวิธีตรวจวินิจฉัยอย่างไร?
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการที่น่าสงสัย แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น ร่วมกับการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เพื่อยืนยันการวินิจฉัย หาสาเหตุ และประเมินความรุนแรงของโรค ดังนี้
- การตรวจเลือด: ช่วยประเมินการทำงานของอวัยวะต่าง ๆที่อาจส่งผลกับหัวใจ เช่น ไต ตับ เม็ดเลือด และต่อมไทรอยด์ รวมถึงการตรวจระดับ NT-proBNP ซึ่งเป็นสารที่หัวใจหลั่งออกมาเมื่อมีกรทำงานเพิ่มขึ้น โดยค่าที่สูงกว่าปกติอาจบ่งชี้ถึงภาวะหัวใจล้มเหลว
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram): ใช้ประเมินจังหวะการเต้นของหัวใจ ตรวจหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือร่องรอยของโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคกล้ามเนื้อหัวใจ
- การเอกซเรย์ทรวงอก: ช่วยประเมินขนาดของหัวใจ และตรวจหาภาวะน้ำคั่งในปอดหรือภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด
- การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiogram): เป็นการตรวจสำคัญในการวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลว ช่วยประเมินการบีบตัวและการคลายตัวของหัวใจ ค่า Ejection Fraction (EF) ขนาดห้องหัวใจ และความผิดปกติของลิ้นหัวใจ
- การตรวจหลอดเลือดหัวใจ: ในผู้ป่วยที่สงสัยโรคหลอดเลือดหัวใจ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ (CT Coronary Angiography) หรือการฉีดสีสวนหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography)
ภาวะหัวใจล้มเหลวมีวิธีการรักษาอย่างไร?

เป้าหมายของการรักษาคือการประคับประคองอาการ ลดภาระการทำงานของหัวใจ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยมีแนวทางดังนี้
1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการใช้ยา
การดูแลตนเองเป็นส่วนสำคัญของการรักษา ผู้ป่วยควรควบคุมปริมาณโซเดียมในอาหาร ออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์ ควบคุมน้ำหนัก งดสูบบุหรี่ และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
ในด้านการใช้ยา ปัจจุบันมียาหลายกลุ่มที่ช่วยลดอาการ ลดการนอนโรงพยาบาล และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย เช่น ยากลุ่ม SGLT2 inhibitors, ยากลุ่ม ACE inhibitors, ARBs หรือ ARNI, ยากลุ่ม Beta-blockers, ยากลุ่ม Mineralocorticoid Receptor Antagonists (MRAs) และยาขับปัสสาวะ สำหรับลดอาการบวมน้ำและภาวะคั่งน้ำ
แพทย์จะเลือกใช้ยาและปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
2. การรักษาด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์
ในผู้ป่วยบางรายที่มีความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจหรือมีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง อาจได้รับการรักษาด้วยอุปกรณ์เฉพาะทาง เช่น
- เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ (Implantable Cardioverter-Defibrillator): ช่วยเฝ้าระวังและกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าเมื่อพบการเต้นผิดจังหวะที่รุนแรง เพื่อป้องกันการเสียชีวิต
- เครื่องกระตุ้นชนิดประสานการบีบตัวของหัวใจ (Cardiac Resynchronization Therapy): ช่วยส่งสัญญาณไฟฟ้าให้หัวใจห้องล่างซ้ายและขวาบีบตัวประสานงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. การผ่าตัดหัวใจและทำหัตถการอื่น ๆ
ในกรณีที่ภาวะหัวใจล้มเหลวเกิดจากโรคหัวใจที่สามารถแก้ไขได้ แพทย์อาจพิจารณารักษาที่ต้นเหตุ เช่น
- การขยายหลอดเลือดหัวใจ (Balloon angioplasty) หรือ การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting; CABG) : เพื่อแก้ปัญหาหลอดเลือดหัวใจตีบ
- การผ่าตัดซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ : เพื่อแก้ไขภาวะลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติ
- การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Ablation) : เพื่อแก้ไขภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- สำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวระยะรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไป อาจพิจารณาการรักษาขั้นสูง เช่น
- เครื่องพยุงการทำงานของหัวใจห้องล่าง (Left Ventricular Assist Device; LVAD) : เพื่อช่วยหัวใจสูบฉีดเลือด ในผู้ป่วยที่รอการผ่าตัด
- การปลูกถ่ายหัวใจ (Heart Transplantation): เป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น ๆ โดยต้องอาศัยหัวใจจากผู้บริจาค
ภาวะหัวใจล้มเหลว มีวิธีการป้องกันและดูแลตัวเองอย่างไร?
แม้ว่าภาวะหัวใจล้มเหลวจะเป็นโรคเรื้อรัง แต่การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดอาการ ลดการนอนโรงพยาบาล และชะลอการดำเนินของโรคได้ โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้
- รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
ไม่ควรหยุดยา ปรับยา หรือซื้อยารับประทานเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ - ติดตามน้ำหนักตัวและอาการผิดปกติ
ควรชั่งน้ำหนักทุกวันในช่วงเวลาเดียวกัน หากน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 กิโลกรัมภายใน 3 วัน หรือมีอาการบวมและหอบเหนื่อยมากขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ - ควบคุมอาหารและลดโซเดียม
หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด อาหารแปรรูป และอาหารที่มีโซเดียมสูง เพื่อลดการคั่งของน้ำในร่างกาย - ดูแลโรคประจำตัวอย่างต่อเนื่อง
ควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด และโรคไตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม - ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
การเดิน ปั่นจักรยาน หรือออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับเบาถึงปานกลางอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยเพิ่มสมรรถภาพร่างกายและคุณภาพชีวิตได้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกาย - งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
ปัจจัยเหล่านี้สามารถเร่งการเสื่อมของหัวใจและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน - นอนหลับให้เพียงพอและดูแลภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
หากมีอาการกรนเสียงดัง ง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน หรือสงสัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินเพิ่มเติม - รับวัคซีนตามคำแนะนำ
โดยเฉพาะวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่และโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงของการกำเริบของภาวะหัวใจล้มเหลว
การสังเกตอาการของตนเอง เข้ารับการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ และรักษาโรคต้นเหตุอย่างต่อเนื่อง เป็นกุญแจสำคัญในการใช้ชีวิตร่วมกับภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างมีคุณภาพ
แพทย์ผู้ชำนาญด้านการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว
นพ.เกรียงไกร เฮงรัศมี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง
นพ. วสุพล มโนมัยพันธุ์ อายุรแพทย์โรงหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง
โรงพยาบาลที่ชำนาญด้านการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว
โรคหัวใจเป็นภาวะที่รอไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดความผิดปกติที่ส่งผลต่อชีวิต การเลือกสถานพยาบาลที่มีความพร้อมจะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสีย ที่คลินิกอายุรกรรมโรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ เรามีทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจ นำโดย นพ.เกรียงไกร เฮงรัศมี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ พร้อมด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย
เรามุ่งเน้นการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลที่เหมาะสม ทั้งการใช้ยา การทำหัตถการ และการผ่าตัด เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในภาวะวิกฤตได้อย่างทันท่วงที พร้อมดูแลต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยกลับมามีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงอีกครั้ง
สรุปบทความ
ภาวะหัวใจล้มเหลว ไม่ใช่ภาวะที่หัวใจหยุดทำงาน แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าหัวใจกำลังอ่อนล้าและต้องการการดูแลอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะหากมีปัจจัยเสี่ยงจากภาวะหัวใจขาดเลือด การหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย หากพบอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เช่น หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง นอนราบไม่ได้ หรือหน้ามืด ควรรีบพบแพทย์ผู้ชำนาญการทันที การตรวจพบและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต จะช่วยยืดอายุการทำงานของหัวใจและมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วยได้ในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลว
1. ภาวะหัวใจล้มเหลวสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?
ภาวะหัวใจล้มเหลวส่วนใหญ่มักเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ 100 % แต่การรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง การรักษาต้นเหตุของโรค ร่วมกับการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี จะช่วยควบคุมอาการ ป้องกันไม่ให้โรคแย่ลง และทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
2. อาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน แตกต่างจากภาวะหัวใจวายอย่างไร?
ภาวะหัวใจวาย (Heart Attack หรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน) เกิดจากหลอดเลือดหัวใจอุดตันกะทันหัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้ ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง
ส่วนอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน คือภาวะที่หัวใจสูบฉีดเลือดไม่ทัน ทำให้มีน้ำท่วมปอด หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง ซึ่งภาวะหัวใจวายมักเป็นสาเหตุหลักที่นำไปสู่อาการหัวใจล้มเหลวนั่นเอง
3. ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวสามารถออกกำลังกายได้หรือไม่?
สามารถทำได้และส่งผลดีต่อร่างกาย แต่ต้องเป็นการออกกำลังกายระดับเบาถึงปานกลาง เช่น การเดินแกว่งแขน หรือปั่นจักรยานอยู่กับที่ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องออกแรงต้านหรือการแข่งขันที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสมรรถภาพของหัวใจก่อนเริ่มออกกำลังกายทุกครั้ง
4. ทำไมผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวถึงมักมีอาการขาบวมหรือเท้าบวม?
เกิดจากการที่หัวใจห้องขวาไม่สามารถสูบฉีดเลือดกลับเข้าสู่หัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เลือดเกิดการคั่งค้างและไหลย้อนกลับไปสะสมอยู่ตามหลอดเลือดดำบริเวณส่วนล่างของร่างกาย เช่น ขา ข้อเท้า และฝ่าเท้า ทำให้เกิดอาการบวมน้ำขึ้น
5. ผู้ป่วยควรดื่มน้ำปริมาณเท่าไรต่อวัน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอด?
ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวอาจต้องจำกัดปริมาณการดื่มน้ำในแต่ละวัน รวมถึงของเหลวอื่น ๆ เช่น น้ำซุป นม เพื่อไม่ให้หัวใจทำงานหนักในการสูบฉีดของเหลวและลดความเสี่ยงน้ำท่วมปอด โดยปริมาณที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลตามที่แพทย์ประเมิน ผู้ป่วยจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ดูแลอย่างเคร่งครัด









