เมื่อตรวจพบจุดหรือก้อนในปอดหรือต่อมน้ำเหลืองในช่องอกโตผิดปกติ ในอดีตอาจต้องพึ่งพาการผ่าตัดเพื่อเอาชิ้นเนื้อออกมาตรวจยืนยัน แต่ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ได้พัฒนาหัตถการอย่าง EBUS-TBNA และ RP-EBUS ที่ช่วยให้แพทย์สามารถเข้าถึงความผิดปกติบริเวณปอดและต่อมน้ำเหลืองในช่องอกได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
EBUS คืออะไร
EBUS (Endobronchial Ultrasound) คือ การใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (อัลตราซาวนด์) มาประยุกต์ใช้ร่วมกับการส่องกล้องหลอดลมเพื่อช่วยวินิจฉัยรอยโรคในบริเวณต่าง ๆ ได้ชัดเจนและถูกต้องยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องทำการผ่าตัด
EBUS มีกี่รูปแบบ
ปัจจุบัน EBUS มี 2 รูปแบบ ซึ่งเหมาะกับรอยโรคต่างชนิดกัน คือ

1) EBUS-TBNA (Endobronchial Ultrasound with Transbronchial Lymph Node Aspiration) ใช้กล้องที่มีหัวตรวจ Convex Probe เหมาะกับต่อมน้ำเหลืองหรือความผิดปกติในช่องอก

2) EBUS-GS (Endobronchial Ultrasonography with Guide Sheath) ใช้อุปกรณ์หัวตรวจ Radial Probe 360° สำหรับจุดหรือก้อนในปอด
EBUS-TBNA คืออะไร
EBUS-TBNA (Endobronchial Ultrasound with Transbronchial Lymph Node Aspiration) คือ การทำหัตถการที่ใช้กล้อง EBUS ซึ่งเป็นกล้องที่มีหัวตรวจโค้ง Convex Probe วางนาบไปบนหลอดลมเพื่อสร้างภาพขึ้นมา เมื่อแพทย์เห็นต่อมน้ำเหลืองจากการอัลตราซาวนด์แบบเรียลไทม์จะสอดเข็มขนาดเล็กแทงทะลุผนังหลอดลมเพื่อดูดตัวอย่างเซลล์ออกมาตรวจ ทำให้แพทย์มองเห็นเป้าหมายได้ตลอดเวลา ตรวจวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง

ใครควรตรวจ EBUS-TBNA
- ผู้ป่วยมะเร็งปอด (NSCLC) ต้องการประเมินระยะโรคก่อนวางแผนรักษา (Mediastinal Staging)
- ผู้ป่วยที่มีต่อมน้ำเหลืองหรือก้อนในช่องอกโตโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ผู้ป่วยที่สงสัยวัณโรค Sarcoidosis หรือ Lymphoma ในช่องอก
- ผู้ที่ต้องการตรวจยีนกลายพันธุ์ (Molecular Testing) ของมะเร็งก่อนเลือกยา
การประเมินระยะโรคของมะเร็งปอดถือเป็นข้อบ่งชี้ที่สำคัญของ EBUS-TBNA ในผู้ป่วยที่เพิ่งตรวจพบมะเร็งปอด แพทย์จำเป็นต้องรู้ว่ามะเร็งได้ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองในช่องอกหรือไม่ เพราะข้อมูลนี้กำหนดแผนการรักษาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผ่าตัดได้หรือไม่ ต้องให้เคมีบำบัดหรือฉายรังสีก่อนหรือหลังผ่าตัด
RP-EBUS คืออะไร
RP-EBUS (Radial Probe Endobronchial Ultrasound) คือ การทำหัตถการที่ใช้อุปกรณ์หัวตรวจ Radial Probe หมุน 360° ค้นหาก้อนเนื้อชายขอบปอดที่อยู่ไกลจากหลอดลมหลัก ทำให้กล้องส่องหลอดลมทั่วไปเข้าไม่ถึง เมื่อพบแล้วปลอกนำทาง (Guide Sheath) จะยึดตำแหน่งไว้ที่เป้าหมาย ดึงหัวตรวจ Radial probe ออกจากปลอกนำทางแล้วแพทย์จะสอดอุปกรณ์ตัดชิ้นเนื้อผ่านเข้าไปตามปลอกนั้นเพื่อคีบชิ้นเนื้อ

ใครควรตรวจ RP-EBUS
- ผู้ที่พบจุดหรือก้อนเนื้อขนาดเล็กบริเวณชายขอบปอดจาก CT Scan

ข้อดีของการส่องกล้องหลอดลมด้วย EBUS-TBNA และ RP-EBUS
- ไม่ต้องดมยาสลบเต็มรูปแบบ หัตถการ EBUS ส่วนใหญ่ทำได้ภายใต้การใช้ยาระงับปวดเฉพาะที่และยาทำให้ผ่อนคลาย (Conscious Sedation) โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิด ซึ่งลดความเสี่ยงจากการดมยาสลบ
- อัตราแทรกซ้อนต่ำ EBUS TBNA และ RP-EBUS เป็นหัตถการที่มีการลุกล้ำร่างกายน้อย (Minimally Invasive) การศึกษาเปรียบเทียบ EBUS-TBNA กับการผ่าตัดส่องกล้อง Mediastinoscopy พบว่า EBUS-TBNA มีอัตราแทรกซ้อนต่ำอยู่ที่ประมาณ 1 – 2% เมื่อเทียบกับ Mediastinoscopy ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูงกว่า
- ความถูกต้องสูง การศึกษาวิเคราะห์เชิงอภิมาน (Meta-Analysis) พบว่า EBUS-TBNA มีความไวในการวินิจฉัย (Sensitivity) สูงถึง 85 – 94% และความจำเพาะ (Specificity) ใกล้เคียง 100% ซึ่งเทียบเคียงได้กับ Mediastinoscopy
- ฟื้นตัวเร็ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่กลับบ้านได้ภายในวันเดียวกัน หรืออย่างช้าคือภายใน 24 ชั่วโมงหลังทำหัตถการ
- ข้อมูลครบในการตรวจครั้งเดียว แพทย์ได้ข้อมูลตำแหน่ง ขนาด และลักษณะของต่อมน้ำเหลือง (จากการอัลตราซาวนด์) และตัวอย่างเซลล์สำหรับการตรวจพยาธิวิทยา รวมถึงการตรวจยีนมะเร็ง (Molecular Markers) ในครั้งเดียวกัน

เตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ EBUS-TBNA และ RP-EBUS
- พบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ทำการประเมินโรค และพิจารณาถึงความพร้อมในการเข้ารับการผ่าตัด
- งดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด
- งดน้ำอย่างน้อย 2 – 4 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด
- ตรวจเลือด (INR, Platelet) ตามที่แพทย์นัดหมาย
- พาคนในครอบครัว ญาติหรือคนใกล้ชิดมาด้วย เพราะได้รับยาระงับประสาทหลังทำหัตถการ
- งดอาหารและน้ำจนกว่ายาชาในลำคอจะหายประมาณ 1 – 2 ชั่วโมงหลังทำหัตถการ
- หากหายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ไข้สูง หรือไอเป็นเลือดมาก ให้รีบพบแพทย์ทันที
- แจ้งแพทย์ให้ทราบยาทุกชนิดที่รับประทาน โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด (Warfarin, Aspirin, Clopidogrel, NOAC) อาจต้องหยุดยาชั่วคราว ประมาณ 5 – 7 วันก่อนการผ่าตัด รวมถึงแจ้งโรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา สตรีมีครรภ์
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อน
การตรวจ EBUS-TBNA และ RP-EBUS เป็นหัตถการที่ผลข้างเคียงต่ำ อาจมีภาวะแทรกซ้อนเล็กน้อย ได้แก่
- เจ็บคอ เสียงแหบ ไอเล็กน้อย หายได้เองภายใน 24 – 48 ชั่วโมง
- เลือดออกหรือลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด พบได้น้อย
- ไข้หรือติดเชื้อ พบได้น้อยมาก
- หากไอ มีเสมหะปนเลือด ไม่ควรเค้นไอ
- ถ้ามีไข้สูงหลังกลับจากการตรวจ หอบเหนื่อย แน่นหน้าอก ควรกลับมาพบแพทย์ทันที
ข้อจำกัดในการตรวจ EBUS-TBNA และ RP-EBUS
ผู้ป่วยที่มีก้อนที่หลอดลมจนกล้องไม่สามารถเข้าถึงตำแหน่งที่ต้องการได้อาจไม่สามารถเข้ารับการตรวจได้ เช่น ก้อนบริเวณที่ชิดผนังทรวงอก อาจต้องใช้เข็มเจาะผ่านบริเวณผนังทรวงอกแทน นอกจากนี้ประสิทธิภาพในการตรวจขึ้นอยู่กับกลไกการเกิดโรคและการดำเนินโรคของผู้ป่วยและความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการตรวจ
Reference:
- Bhatia M, et al. Healthcare. 2025;13(15):1924. PMC:12346525
- Jaliawala HA, et al. Diagnostics. 2021;11(12):2331. PMID:34943567
- Minami D, et al. Cureus. 2024;16(3):e55595. PMID:38576679
- Lou L, et al. Clin Exp Metastasis. 2023;40(1):45–52. PMID:36401666
- Shafiek H, et al. J Thorac Dis. 2025. PMC:12780401
- Dietrich CF, et al. Endosc Ultrasound. 2024;13(1):6–15. PMID:38947115
โรงพยาบาลที่พร้อมตรวจ EBUS-TBNA และ RP-EBUS
ศูนย์โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมดูแลรักษาสุขภาพปอด ด้วยการตรวจ EBUS-TBNA และ RP-EBUS เพื่อเช็กความผิดปกติของปอด โดยแพทย์เฉพาะทางพร้อมทีมสหสาขาวิชาชีพคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงใช้ชีวิตอย่างมั่นใจในทุกวัน
แพทย์ที่ชำนาญด้านการตรวจ EBUS-TBNA และ RP-EBUS
นพ.กุลชาติ เอกภูมิมาศ อายุรแพทย์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลกรุงเทพ
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง









