อาการปัสสาวะแล้วเจ็บ แสบ หรือขัด เป็นสัญญาณเตือนว่าระบบทางเดินปัสสาวะหรืออวัยวะสืบพันธุ์กำลังเกิดความผิดปกติ ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อ การอักเสบ หรือมีโรคบางอย่างซ่อนอยู่ การรู้สาเหตุที่แน่ชัดและรีบเข้าสู่กระบวนการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ คือวิธีรับมือที่ตรงจุดและช่วยให้ระบบขับถ่ายปัสสาวะกลับมาทำงานได้ตามปกติ
ทำความรู้จักอาการปัสสาวะแล้วเจ็บ แสบ ขัด
อาการขัดเบาหรือความรู้สึกผิดปกติขณะปัสสาวะ มักแสดงออกในรูปแบบของความรู้สึกปวด ร้อน หรือปัสสาวะแล้วแสบบริเวณท่อปัสสาวะ บางรายอาจมีความรู้สึกปวดหน่วงที่ท้องน้อยร่วมด้วย อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และมักเป็นตัวบ่งชี้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งควรได้รับการดูแลและประเมินโดยแพทย์
ปัสสาวะแล้วแสบในผู้หญิง สัญญาณเตือนของโรคอะไรบ้าง

ด้วยสรีระของผู้หญิงที่มีท่อปัสสาวะสั้นและอยู่ใกล้กับช่องคลอดรวมถึงทวารหนัก ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะได้ง่ายกว่าผู้ชาย อาการปัสสาวะแล้วแสบในผู้หญิงจึงพบได้บ่อยในทุกช่วงวัย และมักเป็นสัญญาณเตือนของกลุ่มโรคต่อไปนี้
โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมดื่มน้ำน้อยและชอบกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ทำให้เชื้อแบคทีเรียที่สะสมอยู่บริเวณทางเดินปัสสาวะเจริญเติบโตและย้อนกลับขึ้นไปก่อให้เกิดการอักเสบที่ผนังกระเพาะปัสสาวะ ผู้ป่วยจะไม่ได้มีแค่อาการแสบขัดเท่านั้น แต่ยังมักมีอาการปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยแต่ปัสสาวะออกมาได้ทีละน้อย และในบางรายปัสสาวะอาจมีสีขุ่นหรือมีกลิ่นเหม็นผิดปกติร่วมด้วย
ภาวะช่องคลอดอักเสบจากการติดเชื้อ
การเสียสมดุลของแบคทีเรียชนิดดีในช่องคลอด หรือการติดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อทริโคโมแนส (แบคทีเรียที่ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์) สามารถทำให้เกิดการอักเสบ ระคายเคือง และมีรอยแดงบริเวณปากช่องคลอด เมื่อน้ำปัสสาวะไหลไปสัมผัสกับเนื้อเยื่อที่มีการอักเสบหรือมีแผล จึงทำให้เกิดความรู้สึกแสบร้อนอย่างรุนแรง โดยมักจะมีอาการตกขาวผิดปกติ มีสีหรือกลิ่นเปลี่ยนไป และมีอาการคันช่องคลอดร่วมด้วย
การระคายเคืองบริเวณจุดซ่อนเร้น
ผิวหนังบริเวณจุดซ่อนเร้นของผู้หญิงมีความบอบบางมาก การแพ้สารเคมีหรือการระคายเคืองจากภายนอก เช่น การใช้น้ำยาทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่มีน้ำหอม การฉีดสเปรย์ระงับกลิ่น การใส่แผ่นรองซับอนามัยเป็นประจำ หรือแม้แต่การสวมชุดชั้นในที่รัดแน่นและอับชื้น สามารถทำให้เยื่อบุผิวเกิดการอักเสบและเกิดรอยถลอกเล็ก ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้รู้สึกเจ็บหรือแสบเวลาปัสสาวะได้เช่นกัน
ปัสสาวะแล้วแสบในผู้ชาย สัญญาณเตือนของโรคอะไรบ้าง

แม้ผู้ชายจะมีท่อปัสสาวะยาวกว่าผู้หญิงและโอกาสติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะมีน้อยกว่า แต่ก็สามารถเกิดความผิดปกติขึ้นได้ โดยอาการปัสสาวะแล้วแสบในผู้ชายมักมีความเชื่อมโยงกับปัญหาพยาธิสภาพของต่อมลูกหมากและท่อปัสสาวะโดยตรง
ภาวะต่อมลูกหมากโต
เมื่อผู้ชายมีอายุมากขึ้น (โดยเฉพาะวัย 50 ปีขึ้นไป) ต่อมลูกหมากที่หุ้มล้อมรอบท่อปัสสาวะอาจมีขนาดโตขึ้นจนไปบีบรัดและกดทับท่อปัสสาวะ ส่งผลให้ปัสสาวะไหลออกได้ลำบาก สายปัสสาวะไม่พุ่ง ต้องออกแรงเบ่งนานขึ้น และเกิดความรู้สึกระคายเคืองหรือเจ็บแสบขณะขับถ่ายปัสสาวะ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดภาวะปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
โรคต่อมลูกหมากอักเสบ
สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากการติดเชื้อแบคทีเรียและสาเหตุอื่นที่ไม่ได้มาจากการติดเชื้อ เป็นภาวะที่สร้างความทรมานค่อนข้างมาก ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหน่วงลึก ๆ บริเวณฝีเย็บ (ระหว่างอัณฑะและทวารหนัก) ร้าวไปจนถึงบั้นเอวหรือขาหนีบ ร่วมกับมีอาการปัสสาวะแล้วเจ็บ แสบขัด ปัสสาวะบ่อย และในบางรายอาจมีความรู้สึกเจ็บปวดขณะหลั่งอสุจิหรือขณะทำงานหนัก
ท่อปัสสาวะอักเสบ
ส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผ่านเข้ามาทางรูเปิดของท่อปัสสาวะ ซึ่งบ่อยครั้งมีความสัมพันธ์กับการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน ทำให้เนื้อเยื่อภายในท่อปัสสาวะเกิดการอักเสบ บวม และมีอาการแสบร้อนลึก ๆ ภายในท่อปัสสาวะ โดยเฉพาะในตอนเริ่มต้นของการขับถ่ายปัสสาวะ นอกจากนี้อาจสังเกตพบสารคัดหลั่งผิดปกติ เช่น มีน้ำใส ๆ หรือหนองไหลออกจากปลายอวัยวะเพศ
สาเหตุของอาการปัสสาวะแล้วเจ็บ แสบ ขัด ที่พบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
นอกจากสาเหตุที่จำเพาะเจาะจงในสรีระของแต่ละเพศแล้ว ยังมีโรคในระบบทางเดินปัสสาวะและโรคติดเชื้ออีกหลายชนิดที่ทำให้เกิดอาการปัสสาวะผิดปกติได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง
นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
เกิดจากการตกตะกอนของแร่ธาตุในน้ำปัสสาวะจนจับตัวกันเป็นก้อนแข็ง ซึ่งก้อนนิ่วสามารถไปอุดตันหรือกลิ้งไปมาได้ทั้งในบริเวณกรวยไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ การเสียดสีของก้อนนิ่วกับเยื่อบุทางเดินปัสสาวะจะทำให้เกิดการอักเสบ บาดเจ็บ และนำมาซึ่งอาการปวดร้าวอย่างรุนแรงบริเวณบั้นเอวหรือท้องน้อย มีอาการปัสสาวะแล้วแสบ และหากก้อนนิ่วขูดขีดจนเกิดแผล อาจทำให้ปัสสาวะมีสีแดงหรือปัสสาวะเป็นเลือดปนออกมาอย่างเห็นได้ชัด
โรคกรวยไตอักเสบ
เป็นการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบนที่รุนแรง มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ลุกลามจากกระเพาะปัสสาวะย้อนกลับขึ้นไปทำลายเนื้อเยื่อของไต ผู้ป่วยจะมีอาการป่วยที่ค่อนข้างชัดเจน เช่น มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดหลังบริเวณบั้นเอวอย่างรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน และมีอาการแสบขัดขณะปัสสาวะ ซึ่งโรคนี้ควรรีบได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหรือไตวาย
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
โรคติดเชื้อหลายชนิด เช่น หนองในแท้ (Gonorrhea) หนองในเทียม (Chlamydia) รวมถึงโรคเริมที่อวัยวะเพศ (Genital Herpes) สามารถทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงที่เยื่อบุท่อปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ เชื้อเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดตุ่มแผลหรือมีหนองไหล แต่ยังส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกแสบร้อนและเจ็บปวดอย่างมากทุกครั้งที่ขับถ่ายปัสสาวะ
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสปัสสาวะแล้วแสบขัดได้ง่ายขึ้น

พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันบางอย่างอาจเป็นการเพิ่มโอกาสให้เกิดความผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะได้ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่
- การกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานติดต่อกันเป็นประจำ
- การดื่มน้ำน้อย ทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงและเกิดการระคายเคือง
- การดูแลสุขอนามัยบริเวณจุดซ่อนเร้นไม่ถูกวิธี
- พฤติกรรมทางเพศที่ไม่ป้องกัน
- การมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ที่ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานลดลง ภาวะขาดฮอร์โมนจากวัยทอง
สัญญาณเตือนที่ควรรีบไปพบแพทย์
อาการผิดปกติบางอย่างไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยทันที
- มีอาการปัสสาวะแล้วเจ็บติดต่อกันนานเกิน 1-2 วัน
- มีอาการปัสสาวะบ่อยผิดปกติ หรือรู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลา
- ปัสสาวะกะปริบกะปรอย มีอาการปัสสาวะไม่สุด
- สีของปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ หรือมีเลือดปน
- มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดบริเวณบั้นเอวหรือท้องน้อยอย่างรุนแรง
การตรวจวินิจฉัยอาการปัสสาวะแสบขัด
การหาสาเหตุที่แน่ชัดของอาการผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะ จำเป็นต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง โดยมีแนวทางการตรวจวินิจฉัยเชิงลึกดังนี้
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามรายละเอียดของอาการอย่างถี่ถ้วน เช่น ระยะเวลาที่เริ่มปวด ลักษณะความรู้สึกแสบขัด สีและกลิ่นของปัสสาวะที่เปลี่ยนไป ประวัติโรคประจำตัว รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตและประวัติความเสี่ยงอื่น ๆ นอกจากนี้อาจมีการตรวจร่างกายร่วมด้วย เช่น การคลำบริเวณหน้าท้อง ท้องน้อย หรือเคาะบริเวณบั้นเอวเพื่อหาจุดที่กดเจ็บ ซึ่งจะช่วยประเมินการอักเสบของไตและกระเพาะปัสสาวะในเบื้องต้น
- การตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ (Urinalysis): เป็นการตรวจคัดกรองพื้นฐานที่ให้ผลรวดเร็ว เพื่อค้นหาสิ่งผิดปกติที่ปะปนออกมากับน้ำปัสสาวะ เช่น การตรวจพบปริมาณเม็ดเลือดขาวที่สูงขึ้นซึ่งบ่งบอกถึงภาวะอักเสบติดเชื้อ การพบเม็ดเลือดแดงที่อาจหมายถึงการบาดเจ็บหรือมีก้อนนิ่ว รวมถึงการตรวจหาค่าความเป็นกรด-ด่างและแบคทีเรียเบื้องต้น
- การเพาะเชื้อจากปัสสาวะ (Urine Culture): ในกรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อ แพทย์จะส่งตัวอย่างปัสสาวะไปเพาะเชื้อในห้องปฏิบัติการ เพื่อระบุสายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราที่เป็นต้นเหตุได้อย่างเจาะจง รวมถึงมีการทดสอบความไวของเชื้อต่อยาปฏิชีวนะ (Drug Susceptibility) เพื่อให้แพทย์สามารถเลือกจ่ายยาฆ่าเชื้อได้อย่างเหมาะสมกับชนิดของเชื้อ และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะดื้อยา
- การตรวจทางรังสีวิทยา (Imaging Tests): หากการตรวจเบื้องต้นไม่พบเชื้อ หรือผู้ป่วยมีอาการเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาตรวจภาพรังสีเพิ่มเติม เช่น การทำอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) เพื่อดูโครงสร้างและขนาดของไต กระเพาะปัสสาวะ และต่อมลูกหมาก รวมถึงการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ที่ให้ภาพสามมิติความละเอียดสูง ช่วยให้มองเห็นพยาธิสภาพที่ซ่อนอยู่ เช่น ก้อนนิ่วขนาดเล็ก เนื้องอก หรือการอุดตันในระบบทางเดินปัสสาวะได้อย่างชัดเจน
แนวทางการรักษาตามสาเหตุเมื่อพบอาการปัสสาวะแสบ ขัด
การรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไข ”ต้นเหตุของโรค” เพื่อหยุดอาการอักเสบและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ โดยมีแนวทางดังนี้
- การใช้ยาปฏิชีวนะ: ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ โดยแพทย์จะเลือกชนิดยาตามผลเพาะเชื้อ สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้ครบโดสตามกำหนดอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันภาวะเชื้อดื้อยา
- การให้ยาบรรเทาอาการปวดระบบทางเดินปัสสาวะ: ในกรณีที่มีอาการปวดหรือแสบขัดรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาบรรเทาอาการปวดเฉพาะที่ (Urinary Tract Analgesic) เพื่อช่วยลดความรู้สึกเจ็บปวด แสบร้อน และช่วยให้ขับถ่ายปัสสาวะได้สบายขึ้นในระหว่างที่รอให้ยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์จัดการกับเชื้อโรค
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: เน้นการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อช่วยชะล้างแบคทีเรียออกจากท่อปัสสาวะ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมการกลั้นปัสสาวะ และรักษาความสะอาดจุดซ่อนเร้นเพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค
- การรักษาด้วยการผ่าตัดหรือสลายนิ่ว: พิจารณาใช้ในกรณีที่พบก้อนนิ่วขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถหลุดออกมาได้เอง หรือผู้ป่วยมีภาวะต่อมลูกหมากโตที่ไปอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องที่ช่วยให้เจ็บน้อยและฟื้นตัวไว
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อลดอาการปัสสาวะแล้วเจ็บ แสบ ขัด
การดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธีสามารถช่วยบรรเทาอาการและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ ดังนี้
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยขับแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะ
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมการกลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดควรไปเข้าห้องน้ำทันที
- ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นอย่างถูกวิธี โดยเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง
- สวมใส่ชุดชั้นในที่ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงความอับชื้น
- ปัสสาวะทิ้งและทำความสะอาดร่างกายก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์
ตรวจวินิจฉัยและรักษาอาการระบบทางเดินปัสสาวะที่โรงพยาบาลกรุงเทพ
ระบบทางเดินปัสสาวะเป็นอวัยวะสำคัญที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อเกิดความผิดปกติจึงควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ศูนย์โรคทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลผู้ป่วย โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินปัสสาวะทำงานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อประเมินอาการและออกแบบแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละบุคคล พร้อมนำเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยเพื่อค้นหาสาเหตุของโรคอย่างละเอียด ภายใต้กระบวนการดูแลที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ป่วย เพื่อช่วยให้ระบบทางเดินปัสสาวะกลับมาทำงานได้ตามปกติ และคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วยอีกครั้ง
สรุปบทความ
อาการปัสสาวะแล้วเจ็บ แสบ ขัด เป็นความผิดปกติที่ไม่ควรละเลย เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ นิ่ว หรือปัญหาต่อมลูกหมาก การสังเกตอาการตนเองและไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ป้องกันไม่ให้การติดเชื้อหรือการอักเสบลุกลาม ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อรักษาสุขภาพทางเดินปัสสาวะให้ทำงานได้ตามปกติในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับอาการปัสสาวะแสบขัด
1. ปัสสาวะแล้วเจ็บ แสบ ขัด สามารถซื้อยามารับประทานเองได้ไหม
ไม่แนะนำให้ซื้อยามารับประทานเอง เนื่องจากการรักษาต้องใช้ยาให้ตรงกับเชื้อที่เป็นสาเหตุ การใช้ยาผิดประเภทอาจทำให้ดื้อยาหรือเกิดผลข้างเคียง ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง
2. อาการปัสสาวะแสบขัดสามารถหายไปเองได้หรือไม่
อาการปัสสาวะแสบขัดไม่สามารถหายเป็นปกติได้เอง หากเกิดจากการติดเชื้อหรือมีนิ่ว การปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้อาการลุกลามและรุนแรงขึ้น จึงควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและรับการรักษา
3. การกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ ทำให้ปัสสาวะแสบขัดได้อย่างไร
การกลั้นปัสสาวะทำให้ปัสสาวะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะนานขึ้น ส่งผลให้แบคทีเรียมีเวลาเจริญเติบโตและแบ่งตัว นำไปสู่การอักเสบติดเชื้อและก่อให้เกิดอาการแสบขัดตามมา
4. ทำไมผู้หญิงจึงมีโอกาสปัสสาวะแสบขัดจากการติดเชื้อได้มากกว่าผู้ชาย
เนื่องจากสรีระของผู้หญิงมีท่อปัสสาวะสั้นกว่าผู้ชาย และรูเปิดของท่อปัสสาวะอยู่ใกล้กับช่องคลอดและทวารหนัก ทำให้เชื้อแบคทีเรียจากบริเวณดังกล่าวสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะได้ง่ายกว่า
5. ปัสสาวะแสบขัดเกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างไร
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม ทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบที่ท่อปัสสาวะ ซึ่งเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดอาการแสบร้อนขณะขับถ่ายปัสสาวะได้









