ประเภทลิ้นหัวใจเอออร์ติก
ปัจจุบันลิ้นหัวใจเอออร์ติกที่ใส่ผ่านทางหลอดเลือดมีอยู่ 2 แบบ คือ
- Balloon-Expandable, BE ใบลิ้นหัวใจทำมาจากเยื่อหุ้มหัวใจของวัว
- Self-Expandable, SE โครงลิ้นทำมาจาก Nitinol สามารถถ่างขยายเองและใบลิ้นหัวใจทำมาจากเยื่อหุ้มหัวใจหมู
ทั้งสองแบบต่างได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา แต่ก็มีความแตกต่างระหว่างลิ้นหัวใจทั้งสองชนิดนี้หลายอย่างกล่าวคือ
BE Valve มีอัตราประสบความสำเร็จในการใส่สูงกว่า SE Valve (95.9% เมื่อเทียบกับ 77.5%) ใน CHOICE Trial โดย Abdel Wahab และคณะ(7)
จากการศึกษาทั้ง CHOICE Trial และการศึกษาแบบ Meta-Analysis (8) พบว่า SE Valve มีอัตราการเกิด Paravalvular Regurgitation สูงกว่า BE valve ซึ่งจากการศึกษาอื่น ๆ ยังพบว่าการเกิด Paravalvular Regurgitation มีความเกี่ยวข้องกับการเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตใน 1 ปี อย่างไรก็ดียังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการพัฒนาเทคนิคการวัดขนาด Annulus และขั้นตอนการใส่ลิ้นหัวใจที่มีการพัฒนาขึ้นมากในช่วงหลังอาจจะทำให้การเกิด Paravalvular Regurgitation ใน SE Valve ลดลงได้ในอนาคต
การศึกษาเกี่ยวกับอัตราการเกิด Stroke ของลิ้นหัวใจทั้งสองชนิดพบว่าไม่มีความแตกต่างกัน(9)
การวางตำแหน่งลิ้นหัวใจที่ถูกต้องมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการเกิด Paravalvular Regurgitation และภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับ Mitral Valveและหลอดเลือด Coronary การใช้เปิดลิ้นหัวใจชิ้นที่ 2 เป็นสัญญาณที่แสดงถึงการวางตำแหน่งลิ้นหัวใจผิดพลาด ซึ่งจาก UK TAVI Registry, Transcatheter Valve Treatment Sentinel Regis(TCVT) Investigators of the EURObservational Research Programme (EORP) of the European Society of Cardiology , PRAGMATIC Plus Initiativ (Pooled – Rotterdam – Milano – Toulouse In Collaboration) และ Registry of Transcatheter Aortic – Implantation in High-Risk Patients (3-6) พบใน SE valve มากกว่า BE valve การพัฒนาSE valveให้สามารถเปลี่ยนตำแหน่งการวางได้อาจแก้ไขปัญหานี้ได้ในอนาคต
จากฐานข้อมูลข้างต้น (3-6) ยังพบว่าผู้ป่วยที่ใส่ SE Valve ยังเกิดปัญหาทำให้ต้องใส่ Permanent Pacemaker (PPM) มากกว่าผู้ป่วยที่ใส่ BE Valve ถึง 3 เท่า เช่นเดียวกับใน CHOICE trial (7) พบว่า ผู้ป่วยกลุ่มที่ใส่ SE Valve มีโอกาสที่จะต้องใส่PPM ถึง 36% ในขณะที่กลุ่ม BE Valve มีความเสี่ยงดังกล่าว 17%
แม้ว่าใน CHOICE Trial ไม่พบว่ามีความแตกต่างในเรื่อง 30-Day Mortality และ Stroke แต่การศึกษาเปรียบเทียบในเรื่องอื่น ๆ ได้แก่ การฟื้นตัวหลังผ่าตัด อัตราการกลับเข้านอนโรงพยาบาลหลังผ่าตัดและคุณภาพชีวิตหลังผ่าตัด ก็พบว่า BE Valve มีผลการรักษาดีกว่า ดังนี้
- Functional Class Improvement (94% for BE vs 87% for SE)
- Readmission Rates for Heart Failure (0% for BE vs 4.3% for SE)
- Quality-of-Life Score (71/100 for BE vs 66/100 for SE)
กล่าวโดยสรุปจากผลการศึกษาที่ได้รวบรวมมาในปัจจุบัน ลิ้นหัวใจทั้งสองชนิดไม่มีความแตกต่างในเรื่องของอัตราการเสียชีวิตและอัตราการเกิด Stroke ในระยะ 30 วันแรก แต่อาจมีความแตกต่างกันในเรื่องข้อบ่งชี้ในการใช้งาน โดยที่ SE Valve เหมาะกับผู้ป่วยที่มี Annulus เล็ก และมี Coronary Ostia อยู่ต่ำใกล้ Annulus ส่วน BE Valve มีอัตราความสำเร็จของการผ่าตัดสูงกว่าและมีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ Paravalvular Regurgitation, Malposition, Heart Block ต่ำกว่า