โรคพาร์กินสันเป็นความผิดปกติของระบบประสาทที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่การดูแลสุขภาพอย่างองค์รวม โดยเฉพาะเรื่องโภชนาการ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยประคองอาการและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมไม่เพียงแต่ช่วยบำรุงร่างกาย แต่ยังช่วยให้ยาที่ใช้รักษาสามารถออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การทำความเข้าใจว่าผู้ป่วยพาร์กินสันควร-ไม่ควรกินอะไร จึงเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลควรให้ความสำคัญ
ความสำคัญของโภชนาการต่อผู้ป่วยพาร์กินสัน
โภชนาการที่ดีมีบทบาทอย่างมากในการดูแลผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน เนื่องจากผู้ป่วยมักเผชิญกับปัญหาน้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งอาจมาจากภาวะกลืนลำบาก อาการท้องผูก ความอยากอาหารที่ลดลง หรือผลข้างเคียงจากยา การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและสมดุลจะช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ ป้องกันความอ่อนล้า ลดความเสี่ยงในการหกล้ม และยังช่วยบรรเทาอาการบางอย่างของโรคให้ทุเลาลงได้
ผู้ป่วยพาร์กินสันไม่ควรกินอะไร

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองที่ช่วยลดผลกระทบจากโรคได้ หากมีข้อสงสัยว่าผู้ป่วยพาร์กินสันไม่ควรกินอะไร ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจถึงกลุ่มอาหารที่อาจรบกวนการดูดซึมของยาและอาหารที่อาจกระตุ้นให้อาการของโรคแย่ลง ดังนี้
อาหารที่มีโปรตีนสูงในมื้อที่ต้องรับประทานยา
สำหรับผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยากลุ่มเลโวโดปา (Levodopa) การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงในปริมาณมากพร้อมกับมื้อยา อาจไปขัดขวางการดูดซึมของยาในลำไส้ ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่ในมื้อที่ต้องทานยา โดยอาจเปลี่ยนไปทานยาตอนท้องว่างหรือทานคู่กับของว่างเบา ๆ และกระจายสัดส่วนอาหารโปรตีนไปไว้ในมื้ออื่น ๆ ของวันแทน
อาหารแปรรูปและอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง
อาหารกระป๋อง เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารฟาสต์ฟู้ด และอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนย ครีม มักมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำและผ่านกระบวนการที่สูญเสียสารอาหารสำคัญไป นอกจากนี้ยังอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะอักเสบในร่างกาย ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมและสุขภาพสมอง
อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
ขนมหวาน เบเกอรี่ และน้ำอัดลม เป็นกลุ่มอาหารที่ให้พลังงานสูงแต่ขาดสารอาหารที่มีประโยชน์ การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด และอาจทำให้ความรู้สึกอ่อนเพลียหรือความเมื่อยล้าของผู้ป่วยพาร์กินสันรุนแรงขึ้น
ผลิตภัณฑ์จากนมสัตว์บางชนิด
ข้อมูลจากสมาคมโรคพาร์กินสันแห่งสหรัฐอเมริกา (APDA) ระบุว่า การบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมในปริมาณมากอาจมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงของโรคที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ โปรตีนในนมยังไปขัดขวางการดูดซึมของยาเลโวโดปา ทำให้ยาออกฤทธิ์ควบคุมอาการได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องงดทานเด็ดขาด แต่ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ เว้นระยะห่างจากการทานยา และปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนโภชนาการให้เหมาะสม
อาหารที่มีเนื้อสัมผัสแห้ง แข็ง หรือร่วน
ผู้ป่วยหลายรายมักมีภาวะกลืนลำบาก อาหารที่มีลักษณะแห้ง แข็ง หรือร่วนกระจายง่าย เช่น ถั่ว แครกเกอร์ ป๊อปคอร์น หรือเนื้อสัตว์ที่เหนียวจัด อาจเพิ่มความเสี่ยงในการสำลักอาหารลงปอด ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ควรหลีกเลี่ยงหรือปรับเปลี่ยนวิธีปรุงให้เนื้ออาหารนุ่มและกลืนง่ายขึ้น
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้พลังงานที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และอาจส่งผลกระทบต่อการทรงตัว เพิ่มความเสี่ยงในการหกล้ม อีกทั้งยังอาจทำปฏิกิริยากับยาที่ผู้ป่วยกำลังรับประทานอยู่ จึงควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณการดื่ม
ยาและอาหารเสริมที่ผู้ป่วยพาร์กินสันควรระมัดระวัง
นอกเหนือจากการเลือกรับประทานอาหารแล้ว อาหารเสริมและวิตามินบางชนิดก็เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยากับยาที่ใช้รักษาโรคพาร์กินสัน ส่งผลให้ประสิทธิภาพของยาลดลง โดยมีข้อควรปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
- ระวังอาหารเสริมกลุ่มธาตุเหล็ก: แร่ธาตุชนิดนี้สามารถเข้าไปจับตัวกับยาหลักที่ใช้รักษาอย่างกลุ่มเลโวโดปา (Levodopa) ทำให้ลำไส้ดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง ส่งผลให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่
- เว้นระยะห่างในการรับประทาน: หากผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องรับประทานยาบำรุงเลือดหรืออาหารเสริมที่มีธาตุเหล็ก ควรจัดสรรเวลาทานให้ห่างจากมื้อยาพาร์กินสันหลายชั่วโมง หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกครั้ง: ผู้ป่วยไม่ควรหาซื้อวิตามิน อาหารเสริม หรือยาสมุนไพรใด ๆ มารับประทานเองโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันสารบางชนิดเข้าไปขัดขวางการออกฤทธิ์ของยา จึงควรนำรายชื่ออาหารเสริมไปปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนเริ่มทานเสมอ
อาหารที่แนะนำเพื่อช่วยบรรเทาอาการพาร์กินสัน

การเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ มีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพสมองและบรรเทาอาการข้างเคียงของโรคได้เป็นอย่างดี
อาหารที่มีกากใยสูงและธัญพืชขัดสีน้อย
อาการท้องผูกเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากในผู้ป่วย การรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ธัญพืชเต็มเมล็ด ผักใบเขียว และผลไม้สด จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายให้เป็นปกติและเสริมสร้างระบบทางเดินอาหารให้แข็งแรง
อาหารที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 และสารต้านอนุมูลอิสระ
ไขมันดีจากปลาทะเลน้ำลึก (เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า) รวมถึงถั่ววอลนัท และเมล็ดเจีย อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบในระบบประสาท ควบคู่ไปกับการรับประทานผลไม้ตระกูลเบอร์รีที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยปกป้องเซลล์สมองจากความเสื่อมสภาพ
การปรับพฤติกรรมบนโต๊ะอาหารเพื่อลดปัญหาการกลืนและระบบย่อย

ปัญหาการกลืนลำบากและระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยพาร์กินสัน เพื่อลดความเสี่ยงในการสำลักและช่วยให้การรับประทานอาหารปลอดภัยและราบรื่นยิ่งขึ้น ผู้ป่วยและผู้ดูแลควรปรับพฤติกรรมบนโต๊ะอาหาร ดังนี้
- แบ่งอาหารเป็นมื้อย่อย: ปรับมารับประทานอาหารมื้อเล็ก ๆ ในปริมาณที่พอดี เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกเหนื่อยล้าจากการใช้สมาธิเคี้ยวและกลืนในมื้อใหญ่
- เคี้ยวอาหารให้ละเอียด: ให้เวลาผู้ป่วยในการรับประทานอาหารโดยไม่เร่งรีบ เพื่อให้แน่ใจว่าอาหารชิ้นเล็กและละเอียดพอที่จะกลืนลงไปได้อย่างปลอดภัย
- ปรับเนื้อสัมผัสอาหารให้ชุ่มชื้น: เติมน้ำซุป น้ำเกรวี่ หรือซอสลงในมื้ออาหาร เพื่อลดความแห้งและร่วนของอาหาร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยกลืนอาหารได้ง่ายขึ้น
- จัดท่านั่งให้เหมาะสม: ควรให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรงในขณะรับประทานอาหาร และควรนั่งตัวตรงต่อไปอีกสักระยะหลังจากรับประทานเสร็จ เพื่อป้องกันการสำลักและช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
วางแผนโภชนาการและดูแลผู้ป่วยพาร์กินสันอย่างเข้าใจที่โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล
การดูแลผู้ป่วยพาร์กินสันให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างรอบด้าน โรงพยาบาลกรุงเทพพร้อมให้บริการโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาทที่ทำงานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งนักกำหนดอาหารวิชาชีพและนักกายภาพบำบัด เพื่อร่วมกันออกแบบแผนการรักษาและให้คำแนะนำด้านโภชนาการที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละบุคคล ภายใต้กระบวนการดูแลที่คำนึงถึงความปลอดภัย ช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถรับมือกับโรคได้อย่างเข้าใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
สรุปบทความ
โภชนาการเป็นปัจจัยเสริมที่สำคัญในการดูแลผู้ป่วยพาร์กินสัน การเรียนรู้ว่าอาหารประเภทใดควรหลีกเลี่ยง เช่น อาหารโปรตีนสูงที่อาจชนกับมื้อยา อาหารแปรรูป หรืออาหารที่เสี่ยงต่อการสำลัก จะช่วยให้การควบคุมอาการของโรคมีประสิทธิภาพมากขึ้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยประคองการทำงานของร่างกายและสมองให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับอาหารสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน
1. ผู้ป่วยพาร์กินสันจำเป็นต้องงดเนื้อสัตว์หรืออาหารโปรตีนไปเลยหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องงด เนื่องจากโปรตีนยังคงเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการรักษามวลกล้ามเนื้อ เพียงแต่ควรปรับเวลาการรับประทาน โดยอาจเลี่ยงการทานมื้อใหญ่พร้อมยา และกระจายปริมาณโปรตีนไปในมื้ออื่น ๆ ของวันแทน
2. ผู้ป่วยพาร์กินสันสามารถดื่มกาแฟได้หรือไม่
สามารถดื่มได้หากไม่มีอาการใจสั่นหรือโรคประจำตัวอื่นที่ขัดข้อง แต่ควรระมัดระวังปริมาณการดื่ม เพราะคาเฟอีนอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนหรือรบกวนการนอนหลับในผู้ป่วยบางรายได้
3. หากผู้ป่วยมีปัญหาสำลักน้ำบ่อยครั้ง ควรปรับอาหารอย่างไร
ควรปรึกษาแพทย์หรือนักอรรถบำบัดเพื่อประเมินการกลืน โดยเบื้องต้นอาจต้องใช้สารเพิ่มความหนืดผสมในน้ำดื่ม และหลีกเลี่ยงอาหารที่แห้งหรือร่วนเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงในการสำลักลงปอด
4. ผู้ป่วยพาร์กินสันควรรับประทานอาหารเสริมวิตามินหรือไม่
ควรรับประทานวิตามินผ่านอาหารสดจากธรรมชาติเป็นหลัก หากต้องการใช้อาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาระหว่างวิตามินและยาที่กำลังใช้รักษาอยู่
5. ทำไมผู้ป่วยจึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอแม้จะปัสสาวะบ่อย
การดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยบรรเทาอาการท้องผูกซึ่งเป็นปัญหาหลักของผู้ป่วยพาร์กินสัน อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายสดชื่น ลดอาการวิงเวียน และช่วยรักษาสมดุลของระบบไหลเวียนโลหิตได้ดีขึ้น
.jpeg)








