รักมากไป ทำร้ายลูกไม่รู้ตัว

Copy

รักมากไป ทำร้ายลูกไม่รู้ตัว


            ศาสนาพุทธจะสอนให้เดินสายกลางในการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ๆ ก็ตาม ไม่มากไม่น้อย ไม่ตึงไม่หย่อนจนเกินไปนัก ในเรื่องความรักก็เช่นกัน พ่อแม่ที่รักลูกมากเกินไปกางปีกปกป้องลูกในทุกเรื่องราวจนเกินพอดี เด็กบางคนเกิดมาในครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่างแต่กลับมีปัญหาในชีวิตเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็น เอาแต่ใจตนเอง ไม่สนใจใคร คิดเองไม่เป็น เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง บางรายถึงกับติดยาเสพติด นี่เป็นภาวะที่เรียกว่า สำลักความรัก พ่อแม่ปรนเปรอลูกมากเกินไปจนกลายเป็นรังแกลูกโดยไม่รู้ตัว เข้าข่ายพ่อแม่รังแกฉัน

            เด็กทุกคนสมควรได้โอกาสในการดำเนินชีวิตของตนเอง อย่าตัดปีกของลูกทิ้ง เพียงเพราะข้างนอกมีพายุ จงปล่อยให้เขาโผบินสู่ใจกลางพายุด้วยหัวใจนักผจญภัย ขณะที่คุณต้องไม่ลืมเช่นกันว่าตัวคุณเองก็ยังต้องออกบิน ลูกของคุณก็เช่นกัน ตัวคุณและเราทุกคนต่างมีชีวิตเป็นของตนเอง

            จงภูมิใจในความเป็นพ่อแม่ของคุณที่เลี้ยงลูกได้มีใจอารีเห็นอกเห็นใจ สุภาพน่ารักไม่เห็นแก่ตัว ช่วยเหลือตัวเองและแบ่งปันคนอื่นบ้าง ไม่ว่าลูกของคุณจะเรียนเก่ง หรือเรียนไม่เอาไหน จะเป็นคนรวยหรือคนจน เป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือเป็นคนธรรมดา สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คุณค่าของความเป็นพ่อแม่ของท่านลดลงหรือเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

 

รักมากไป ทำร้ายลูกไม่รู้ตัว


ปลูกฝังนิสัยที่ดีให้กับลูก

         การเลี้ยงลูกให้เติบโตเป็นคนดีนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย พ่อแม่ต้องดูแลตั้งแต่ลูกยังเล็กทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อให้เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต มีความรับผิดชอบ สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ เข้าสังคมได้ดี การปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีแก่เด็กเป็นส่วนสำคัญที่จะพาให้ลูกของคุณประสบความสำเร็จ

            นพ.จิตริน ใจดี จิตแพทย์ศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อแนะนำในการเลี้ยงลูกว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ธรรมชาติของเด็กมักเลียนแบบผู้ใหญ่อยู่เสมอ พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็กเสมอ เช่น ถ้าต้องการให้ลูกกินผักเราต้องกินผักเป็นตัวอย่าง ถ้าอยากให้ลูกออกกำลังกายเราก็ต้องออกกำลังกายเป็นตัวอย่างให้ลูกดู หรืออยากให้ลูกชอบอ่านหนังสือก็ต้องอ่านหนังสือเป็นตัวอย่างให้กับลูก เพราะเด็กเรียนรู้ได้ดีจากการเลียนแบบ และควรที่จะเริ่มสร้างลักษณะนิสัยที่ดีเมื่อลูกของคุณยังอายุน้อย ที่สำคัญอย่าใช้วิธีต่อรองกับลูกโดยใช้อาหารและของเล่นเพราะนั่นจะเป็นการสร้างนิสัยที่ไม่ดีให้กับลูกของคุณ แต่ควรให้เวลาพูดคุยขัดเกลาจิตใจกับลูก ให้รางวัลแก่ลูก การให้รางวัลแก่เด็กจะเป็นการกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการในเชิงบวก แต่แทนการให้รางวัลแก่ลูกโดยให้เล่นเกมหรืออนุญาตให้ดูทีวี ควรใช้เวลาว่างด้วยกันเป็นสิ่งที่มีค่าและจะอยู่ในความทรงจำของลูกตลอดชีวิต เช่น ไปเล่นกีฬาด้วยกัน ไปเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน ให้ลูกวางแผนการทำกิจกรรมที่สนุกด้วยกันตลอดทั้งวัน หรือเป็นสิ่งของที่ลูกอยากได้ ทำให้ลูกได้มีความคิดริเริ่มในการทำกิจกรรมดีๆ กับครอบครัวต่อไป

            พ่อแม่ควรสอนลูกไปในทางเดียวกัน ขณะที่แม่สอนพ่อต้องไม่โอ๋หรือห้าม จะทำให้เด็กๆ สับสนว่าจะเชื่อใครดี ดังนั้นพ่อแม่ควรแบ่งบทบาท เรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวันเป็นหน้าที่ของแม่ เรื่องใหญ่ที่ต้องตัดสินใจให้พ่อดูแล พ่อแม่ที่อารมณ์มั่นคงมักจะประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูก

รักมากไป ทำร้ายลูกไม่รู้ตัว

            ชื่นชมต่อความพยายาม คำชมเป็นแรงจูงใจ หากต้องการสร้างแรงจูงใจให้กับลูกเริ่มต้นโดยการสร้างจุดสนใจเกี่ยวกับความพยายามของลูก ส่วนใหญ่พ่อแม่มักชมที่ผลลัพธ์มากกว่าความพยายามของลูก เช่น เมื่อลูกวาดการ์ตูนมาให้พ่อแม่ดู อย่าพูดแต่เพียงว่าสวยจังเท่านั้น แต่ให้เราชมรูปที่ลูกวาดเกี่ยวกับความพยายามในการวาดรูปแทน เพราะการชมที่เฉพาะเจาะจงจะสร้างกำลังใจให้ลูกมากกว่าผลลัพธ์ ไม่เปรียบเทียบกับผลงานของลูกกับคนอื่น

            อย่าใช้อารมณ์กับลูก ถ้าต้องการจะบอกลูกให้ทำอะไรบางอย่าง หรือลงโทษให้ลูกของเราสงบ เด็กจะเรียนรู้การจัดการกับอารมณ์ของเขาโดยการเฝ้ามองเรา ดังนั้นจะต้องทำเป็นตัวอย่างและทำอย่างสม่ำเสมอ ถ้ารู้ว่าอารมณ์ไม่ดีอย่าสอนตอนนั้นเด็กจะกลัวและทำตามเพราะกลัวไม่ใช่เพราะเข้าใจในสิ่งที่สอน เมื่อลูกกลัวก็จะมีแนวโน้มโกหกมากขึ้น

            การสร้างนิสัยที่ดีให้กับลูกยังมีเทคนิคอีกมากมาย การที่ลูกเป็นคนที่ดีย่อมจะเป็นที่รักกับคนในสังคม ควรสร้างนิสัยที่ดีให้ติดตัวลูกไปตลอดชีวิต โดยจะต้องเริ่มปลูกฝังสิ่งที่ดีให้แก่ลูกตั้งแต่ยังเล็กเพื่อจะติดตัวลูกไปในอนาคต

 

รักมากไป ทำร้ายลูกไม่รู้ตัว 

เลี้ยงลูกให้น่ารักกับคนอื่นด้วย

            อรรถกานท์ พิมพ์วงศ์ ผู้ควบคุมรายการผู้หญิงถึงผู้หญิงทางช่อง 3 เขามีลูกชายเพียงคนเดียววัย 5 ขวบ และเป็นเด็กน้อยคนเดียวของบ้าน จึงเป็นที่รักของคุณตาคุณยาย ลุงป้า เขาเองก็เกรงว่าลูกจะถูกรุมรักมากเกินไป

            “โชคดีว่าทางคุณย่าคุณยายเป็นครูอาจารย์ จึงสอนสั่งไม่ตามใจหลานมากเกินไป เมื่อทำผิดก็ตีบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาเองก็ไม่เห็นด้วยที่จะรักและตามใจเกินไป ทางคุณย่าจะเตือนมาเสมอว่าอย่าตามใจลูกจนลูกเสียเด็ก จึงระวังเรื่องนี้ตลอด กลัวลูกจะดื้อ จะไม่น่ารักกับคนอื่น”

            เขาบอกว่า อย่าเลี้ยงลูกแบบให้ความรักจนเกินพอดี ให้มากไปลูกอาจไม่เห็นคุณค่าหรือไม่ก็สำลักความรัก และกลายเป็นเด็กไม่น่ารักสำหรับใคร ๆ เมื่อเป็นผู้ใหญ่จะมีแต่คนระอาไม่อยากคบหา ถึงวันนั้นเราจะเสียใจเพราะสายเกินไปที่จะแก้ไขได้ ควรเลี้ยงลูกสายกลางทั้งรักและหวังดี ถูกผิดว่าไปตามเนื้อผ้า ทำผิดก็มีการลงโทษตามสมควร จะตีบ้างนานๆ ทีก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อย่ากลัวลูกเสียใจ อย่ากลัวลูกไม่รัก

            กฎกติกาต้องชัดเจน ปฏิบัติได้ และเข้าใจง่าย ถ้าลูกโตพอ บางเรื่องก็ควรให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการกำหนดกฎกติกาภายในบ้านด้วย กฎกติกาต้องมีเหตุผล เหมาะสมกับวัยของเด็กที่จะปฏิบัติได้ ไม่บังคับให้เด็กทำตามความต้องการของพ่อแม่ ควรสร้างทางเลือกเพื่อให้เด็กมีโอกาสเลือก หรือตัดสินใจด้วยตนเองตามวัยของลูก

            เมื่อวางกฎกติกาแล้ว ต้องใช้และยึดถืออย่างสม่ำเสมอ สร้างขั้นตอนของการทำโทษเมื่อผิดกฎกติกา เริ่มจากเตือนทันทีเมื่อลูกทำผิดกฎ หรือกำหนดบทลงโทษเป็นขั้นตอน โดยต้องรับรู้ร่วมกันระหว่างพ่อแม่ลูกตั้งแต่แรก เมื่อลูกปฏิบัติได้ตามกฎกติกาที่วางไว้ พ่อแม่ต้องจัดการอารมณ์ของตัวเองก่อน ถ้ากรณีที่ลูกไม่เชื่อฟัง ต้องมีเทคนิคในการลงโทษลูกที่เหมาะสมกับวัยด้วย

 

รักมากไป ทำร้ายลูกไม่รู้ตัว 

ดุลูกให้ได้ผล

            ในการดุหรือตำหนิลูกของพ่อแม่นั้น ก็หวังเพื่อให้ลูกได้รับรู้และตระหนักในความผิด ความไม่ถูกต้องจากพฤติกรรมของตัวเอง เกิดการเรียนรู้และแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ แต่การตำหนิลูกไม่ถูกวิธี อาจทำให้ลูกสูญเสียความเชื่อมั่นและคุณค่าในตัวเอง เป็นปมขัดแย้งในใจ เกิดพฤติกรรมต่อต้าน สัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่ลูกแย่ลงได้

            ทุกครั้งที่พ่อแม่ดุลูกไป เชื่อว่าต้องมีหลายคนที่จะรู้สึกไม่สบายใจ แต่ถึงอย่างไรในการอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดีได้นั้น ก็ต้องยึดหลักที่ว่า ถูกก็ว่าไปตามถูก ผิดก็ว่าไปตามผิด เมื่อลูกเผลอทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องคอยตักเตือนและชี้ทางที่ถูกที่ควรเพื่อให้เขาปรับปรุงตัว และเมื่อดุไปแล้ว หากอยากจะปลอบโยนลูก หรือขอโทษที่เสียงดังหรือเผลอกระทำลงไม้ลงมืออะไรไป ก็สามารถทำได้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญกับวิธีการดุลูกและการปลอบลูกด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วลองดูวิธีดุลูกอย่างเหมาะสมกัน ว่าพ่อแม่ควรดุลูก หรือทำอย่างไรเพื่อให้ลูกรับรู้และเชื่อฟังในความผิดของตนเอง            นักจิตวิทยาแนะนำว่าพ่อแม่ต้องปรับใจเป็นกลาง เพราะเด็กๆ ทุกคนมีโอกาสทำผิดกันได้ทั้งนั้น ประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กยังน้อย จะให้เก่ง รู้เรื่องไปหมดคงเป็นไปไม่ได้ ตอนเราเป็นเด็กก็ยังเคยทำผิดมาก่อน อย่าเพิ่งอคติตั้งแง่กับลูกตั้งแต่เริ่มต้น

            รับฟังเหตุผลในมุมมองของลูก อย่าเพิ่งไปมองว่าลูกโกหก หรือแก้ตัวน้ำขุ่นๆ การที่เราสอดแทรก เปิดฉากดุว่าทันที และไม่เปิดใจรับฟังลูกจะคิดว่าเราไม่มีเหตุผล และจะไม่อยากอธิบายหรือเล่าให้เราฟังอีกในครั้งหลังๆ ยิ่งทำให้ลูกต่อต้านหนักกว่าเดิมได้

            ควรดุลูกที่การกระทำ ไม่ใช่ที่ตัวลูก เช่น ลูกพูดคำหยาบในบ้าน ควรตำหนิว่า “แม่ไม่ชอบที่ลูกพูดคำหยาบแบบนั้น” ไม่ควรตำหนิว่า “ลูกแย่มากที่พูดแบบนั้น” เพราะพฤติกรรมเป็นสิ่งที่แสดงออกมาภายนอกเมื่อพ่อแม่ตำหนิที่พฤติกรรมการกระทำของลูก ก็หมายความว่าสิ่งนั้นๆ ที่ลูกทำไป คือสิ่งที่พ่อแม่ไม่ชอบ ไม่ยอมรับ ซึ่งไม่ได้แปลว่าพ่อแม่ไม่ยอมรับในตัวตนของลูก และพ่อแม่เองก็ยังรักลูกเหมือนเดิม แต่การดุด่าหรือตำหนิที่ตัวลูกโดยตรง เช่น ลูกแย่มาก ลูกไม่ได้เรื่อง โง่ น่าเกลียด ฯลฯ การกระทำของพ่อแม่แบบนี้ จะทำให้ลูกมองตัวตนของตัวเองว่าแย่ไปด้วย และนั่นจะไปลดทอนความมีคุณค่าในตัวเองของลูกลง จนสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง และอย่าดุต่อหน้าคนอื่นจะทำให้ลูกเสียหน้า

            ถามความคิดเห็นของลูก เมื่อลูกทำผิดอย่ารีบเผลอไปตำหนิ หรือดุด่าว่ากล่าวแบบทันควัน แต่ให้พ่อแม่ใช้วิธีพูดคุย ถามว่าถ้าเกิดกระทำผิดซ้ำจะให้มีวิธีตักเตือนหรือลงโทษอย่างไร ให้ลูกได้คิดถึงผลเสีย วิธีแก้ และการรับผิดชอบในความผิดนั้นๆ การลงโทษทุกครั้งลูกจะรับรู้และสัมผัสได้ว่าการลงโทษของพ่อแม่เป็นการลงโทษด้วยอารมณ์โกรธหรือความรัก ถ้าลงโทษด้วยอารมณ์ชั่ววูบหรือระงับโทสะไม่ได้ ผลเสียที่จะตามมานั้นอาจจะทำให้กลายเป็นภาพฝังใจประทับตรึงใจลูกไปตลอดชีวิตก็เป็นได้

            การเลี้ยงลูกให้เติบโตเป็นคนดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พ่อแม่ต้องดูแลตั้งแต่ลูกยังเล็กทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อให้เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต มีความรับผิดชอบ สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้เข้าสังคมได้ดี การปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีแก่เด็กเป็นส่วนสำคัญที่จะพาให้ลูกประสบความสำเร็จ

 

ข้อมูล : นพ.จิตริน ใจดี จิตแพทย์ศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ

ที่มาข้อมูล : โพสต์ทูเดย์ https://www.posttoday.com/life/life/555082

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 

ศูนย์จิตรักษ์กรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ

เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.

โทร. 0 2310 3027, 0 2310 3751-2