ปัญหาการนอนหลับในผู้สูงอายุ

Copy

ปัญหาการนอนหลับในผู้สูงอายุ


เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ สิ่งที่อาจปฏิเสธไม่ได้เลย คือ ปัญหาเรื่องการนอนหลับ ผู้สูงอายุหลายๆคนต้องถูกปัญหาเหล่านี้รบกวนชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา ทำให้การใช้ชีวิตในช่วงเวลากลางวันเป็นไปอย่างขาดประสิทธิภาพ ง่วง นอนหลับในเวลากลางวัน รู้สึกไม่สดชื่น บางครั้งมีอาการปวดศีรษะอยู่ตลอดเวลา บางท่านอธิบายอาการของตนว่ารู้สึกหนักๆบริเวณศีรษะทั่วๆ  เมื่ออาการเหล่านี้เป็นมากขึ้นอาจก่อให้เกิดความกังวลเวลาเข้านอน กลัวว่าตนจะนอนไม่หลับ บางท่านต้องพึ่งยานอนหลับซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของ “การติดยานอนหลับ”

ก่อนอื่นเราควรทำความเข้าใจถึงลักษณะทางสรีรวิทยาตามปกติที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุเสียก่อน  โดยในเรื่องของการนอนหลับของผู้สูงอายุนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้

  1. ใช้เวลานานกว่าเดิมในการเริ่มต้นจะนอนหลับ กล่าวคือ เมื่อหัวถึงหมอนแล้วต้องใช้เวลานานกว่าจะหลับจริงๆ
  2. การนอนหลับจะมีประสิทธิภาพลดลง เช่น ตื่นนอนกลางดึกบ่อยๆ ตื่นเช้ากว่าที่ควรจะเป็น  ง่วงหลับ หรือ สัปหงกในช่วงกลางวันบ่อยขึ้น

นักวิจัยหลายท่านเริ่มตั้งคำถามว่าการที่ผู้สูงอายุนอนไม่หลับนั้น สาเหตุเกิดจากอายุที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียวหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่ายังมีผู้สูงอายุอีกจำนวนมากที่เมื่อหัวถึงหมอนแล้วกลับนอนหลับปุ๋ยไปอย่างง่ายดาย คำตอบคือ “ยังไม่มีใครบอกได้ชัดเจน”

อย่างไรก็ตามมีหลายคนที่ตั้งคำถามเหล่านี้ และ พยายามค้นหาว่ามีปัจจัยใดอีกบ้างที่ทำให้การนอนหลับนั้น “ไม่ง่าย” สำหรับใครหลายๆคน   ปัจจัยที่ว่านั้น คือ

  1. โรคของการนอนหลับโดยตรง
  2. การเปลี่ยนแปลงของนาฬิกาชีวิตของแต่ละคน
  3. โรคทางอายุรกรรม และ โรคทางจิตเวชบางอย่าง
  4. ยาที่รับประทานอยู่
  5. โรคความจำเสื่อมในผู้สูงวัย
  6. นิสัยการนอนที่ไม่ดี

ในที่นี้จะกล่าวถึงปัจจัยที่หลายคนไม่เคยทราบ หรือมองข้ามไปมากที่สุด นั่นก็คือ โรคของการนอนหลับโดยตรง  ซึ่งมีหลายรูปแบบ ดังต่อไปนี้

  1. โรคหยุดหายใจในขณะหลับ (Sleep-disordered breathing)

ภาวะการหยุดหายใจในขณะหลับนั้นพบส่วนใหญ่ในเพศชายมากกว่าเพศหญิงอาการแสดงมักมาด้วยอาการ 3 แบบหลักๆ คือ

  • นอนกรนมาก
  • ง่วงหลับในเวลากลางวัน รู้สึกไม่สดชื่น ขาดสมาธิในการทำงาน
  • หายใจลดลง บางครั้งมีการหยุดหายใจในขณะหลับโดยแต่ละครั้งที่หยุดหายใจนั้น ใช้เวลา อย่างน้อย ครั้งละ 10 วินาที เป็นต้นไป

หากจำนวนครั้งของการหายใจลดลง หรือ หยุดหายใจขณะหลับต่อชั่วโมง มีจำนวนมากกว่า 15 ครั้ง (Apnea-hypopnea index ; AHI) หรือ AHI มากกว่าหรือเท่ากับ 5 ครั้ง ร่วมกับมีอย่างน้อย 1 อาการที่แสดงถึงการมีความผิดปกติในการนอนหลับดังที่กล่าวมาข้างต้น จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งการวัดค่าAHI ดังกล่าวจะใช้เครื่องมือเฉพาะที่เรียกว่า Polysomnography 

การหยุดหายใจขณะหลับนั้นจะส่งผลให้เกิดการลดลงของปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะในตอนเช้า รู้สึกไม่สดชื่น รู้สึกเหมือนนอนหลับไม่เพียงพอ ง่วงในเวลากลางวัน สมาธิและความจำลดลง การตอบสนองช้าลง เป็นต้น  หากอาการเป็นเรื้อรังจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ความดันโลหิตสูง 

โรคหยุดหายใจขณะหลับแบ่งตามสาเหตุเป็น 3 แบบ หลักๆ ได้แก่

  • โรคหยุดหายใจขณะหลับจากความผิดปกติของระบบประสาทสั่งการด้านการหายใจ (central sleep apnea)

  • โรคหยุดหายใจขณะหลับที่เกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจ (obstructive sleep apnea) อาการเด่นมักเป็นการกรน หรือการสำลักขณะหลับ ซึ่งแสดงถึงว่ามีการอุด กั้นของทางเดินหายใจอยู่ ทำให้เมื่อตื่นนอนมาในตอนเช้ารู้สึกไม่สดชื่น และง่วงหลับในตอนกลางวันบ่อยๆ นอกจากนั้นผู้ป่วยยังอาจมีพฤติกรรมแปลกๆที่เกิดขึ้นในขณะหลับ เช่น ลุกมาเดิน หรือรับประทานอาหารแปลกๆทั้งที่หลับอยู่  ขากระตุก หรือทำกิจกรรมตามความฝัน  การกรนในขณะนอนหลับนั้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองตีบ  
  • โรคหยุดหายใจขณะหลับที่เกิดจากทั้งความผิดปกติของระบบประสาทสั่ง การด้านการหายใจและการอุดกั้นของทางเดินหายใจ (mixed sleep apneaสาเหตุของโรคหยุดหายใจในขณะหลับมีดังต่อไปนี้
  • น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและโรคอ้วน เนื่องจากไขมันที่มากขึ้นจะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ แต่สำหรับผู้สูงอายุแล้ว การที่รูปร่างผอมก็อาจทำให้เกิดภาวะดังกล่าวได้ด้วยเช่นกัน

  • การสูบบุหรี่ เนื่องจากทำให้เกิดการระคายเคืองต่อช่องปากโดยรวม และสารนิโคตินในบุหรี่ยังทำให้เกิดผลเสียต่อระบบประสาทส่วนกลางอีกด้วย โดยคนที่สูบบุหรี่นั้นจะเพิ่มอัตราการเกิดการหยุดหายใจขณะหลับเป็น 3 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่สูบบุหรี่

  • การดื่มสุรา และ การใช้ยานอนหลับ เนื่องจากอาจทำให้เกิดการหย่อนและคลายตัวของกล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจ ทำให้ส่งเสริมการอุดกั้นของทางเดินหายใจมากขึ้น

  • ลักษณะทางกายวิภาคของคางและใบหน้า เช่น หากผู้ป่วยคางเล็ก หรือ คางหลุบ ก็จะทำให้เกิดทางเดินหายใจอุดกั้นได้ง่ายขึ้น

  • อายุที่เพิ่มขึ้น โดยส่วนมากมักเกิดบ่อยขึ้นในช่วงอายุ 60-70 ปี เมื่ออายุเพิ่มขึ้นโอกาสเกิดภาวะการหยุดหายใจในขณะหลับจะเพิ่มตาม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยานั้นส่งเสริมการเกิดภาวะดังกล่าวมากขึ้น เช่น ไขมันที่เพิ่มขึ้นตามอายุ  ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยรวมลดลง การเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางกายวิภาคของทางเดินหายใจซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจมากขึ้น  การลดลงของฮอร์โมนไธรอยด์ และการลดลงของปริมาตรปอดโดยรวม

  • ต่อมอะดีนอยด์ หรือ ต่อมทอนซิลโตผิดปกติ รวมถึงลักษณะของเยื่อบุโพรงจมูกและผนังกั้นโพรงจมูกที่ผิดปกติ

  • การเข้าสู่วัยทอง เมื่อเริ่มย่างเข้าสู่วัยทองจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน โดยปกติแล้วในช่วงก่อนหมดประจำเดือนฮอร์โมนทั้งสองชนิดนี้จะทำงานสอดคล้องกันอย่างสมดุลเพื่อให้การนอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อหมดประจำเดือนแล้วระดับฮอร์โมนทั้งสองจะขาดความสมดุลซึ่งกันและกัน ทำให้การนอนหลับไม่ราบรื่นเหมือนเดิม

  • โรคทางอายุรกรรมอื่นๆ เช่น หัวใจวาย น้ำท่วมปอด ไตวายเรื้อรัง ฮอร์โมนไธรอยด์ต่ำ ถุงลมโป่งพอง และโรคหอบหืด พังผืดในปอด  โรคอะโครเมกกะลี  เส้นเลือดตีบหรือแตกในสมอง

  • การตั้งครรภ์

 

การรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

  1. การใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก ถือเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในปัจจุบัน

       

  2. การผ่าตัดรักษาลักษณะทางกายวิภาคที่ผิดปกติของทางเดินหายใจ และ กระดูกใบหน้าโดยรวม (ปัจจุบันประสิทธิภาพน้อยกว่า 50 %) แนะนำใช้ในรายที่เป็นน้อย หรือมีเฉพาะนอนกรน

           



  3. การใส่อุปกรณ์ที่ป้องกันการอุดกั้นทางเดินหายใจในปาก (ปัจจุบันประสิทธิภาพน้อยกว่า 50 %) แนะนำใช้ในรายที่เป็นน้อย หรือมีเฉพาะนอนกรน หรือมีหยุดหายใจเฉพาะนอนหงาย




  4. การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การหยุดบุหรี่ สุรา การลดน้ำหนัก หลีกเลี่ยงยาที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วงหลับ การปรับเปลี่ยนท่านอน เช่น หลีกเลี่ยงการนอนหงาย  โดยอาจใช้เทคนิคการเย็บกระเป๋าเล็กๆไว้บริเวณด้านหลังเสื้อที่สวมใส่เวลานอนแล้วใส่ลูกเทนนิสลงไป เพื่อป้องกันการนอนหงาย เป็นต้น





 

บทความโดย พญ.ชัญญา ชมเชย


สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์กรุงเทพ (Bangkok Longevity Center) โรงพยาบาลกรุงเทพ
ชั้น 2 อาคารโรงพยาบาลวัฒโนสถ
โทร. 0 2310 3755 หรือโทร. 1719 Fax. 0 2310 3335 
Email: BangkokLongevityCenter@bangkokhospital.com