เมแทบอลิกซินโดรม ลงพุงรอบเอวหนาเสี่ยงโรคร้าย

Copy

เมแทบอลิกซินโดรม ลงพุงรอบเอวหนาเสี่ยงโรคร้าย


            ปัญหาอ้วนลงพุง รอบเอวที่มากเกินไป ตลอดจนระบบเผาผลาญไม่ดีดังเดิม ทั้งหมดนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะเมแทบอลิกซินโดรมที่นำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และอัมพาต (Stroke) เป็นต้น ดังนั้นการรู้เท่าทันสาเหตุ หมั่นสังเกตความผิดปกติ และดูแลใส่ใจร่างกายอย่างถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะเมแทบอลิกซินโดรม

 

รู้ให้ทันเมแทบอลิกซินโดรม

            ภาวะเมแทบอลิกซินโดรม (Metabolic Syndrome) คือ ภาวะที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารของร่างกายที่ผิดปกติไป ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันสูง ซึ่งต่อมาภาวะเหล่านี้จะส่งผลให้มีปัญหาต่อหลอดเลือดและหัวใจ  เกิดหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาตได้ในที่สุด ซึ่งภาวะเมแทบอลิกซินโดรมนี้มักพบในผู้ป่วยที่ไขมันในช่องท้องมากขึ้น หรือที่เราเรียกว่า อ้วนลงพุง (Central Obesity) ซึ่งไขมันเหล่านี้จะทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบ ความสมดุลของฮอร์โมนที่ผิดปกติ รวมถึงการออกฤทธิ์ของอินซูลินทำได้ไม่ดี (Insulin Resistance) ทำให้เกิดเบาหวานและอาการต่างๆ ดังกล่าว

 

ต้นเหตุของโรค

            สาเหตุหลักของภาวะเมแทบอลิกซินโดรม ได้แก่

  1. โรคอ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง นำไปสู่ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ไขมันดีในเลือดต่ำ รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด
  2. ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทั้งจากพันธุกรรมและสาเหตุภายนอก เช่น ความอ้วน อายุที่เพิ่มขึ้น ยาบางชนิด โดยคนที่อ้วนลงพุงจะมีภาวะดื้อต่ออินซูลินมากกว่าคนที่อ้วนบริเวณสะโพก

 

เมแทบอลิกซินโดรม, Metabolic Syndrome

การตรวจวินิจฉัย

            เกณฑ์ในการวินิจฉัยภาวะเมแทบอลิกซินโดรม (Metabolic Syndrome) มีอยู่หลายเกณฑ์ด้วยกัน ในที่นี้ขอใช้เกณฑ์ของ The National Cholesterol Education Program Adult Treatment Panel III (NCEP ATP III) (2005) เพื่อให้ง่ายต่อการประเมินวินิจฉัยภาวะเมแทบอลิกซินโดรมและการประเมินเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะนี้สำหรับคนเอเชียที่มักมีสัดส่วนไขมันเยอะกว่าสัดส่วนกล้ามเนื้อ โดยต้องมีความผิดปกติ 3 ใน 5 ข้อ ได้แก่

  1. ความยาวรอบเอว ชาย ≥ 36 นิ้ว = 90 เซนติเมตร และหญิง ≥ 32 นิ้ว = 80 เซนติเมตร
  2. ระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร ≥ 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน
  3. ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ≥ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  4. ระดับ HDL คอเลสเตอรอล < 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในเพศชาย และ < 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในเพศหญิง
  5. ระดับความดันโลหิต ≥ 130/85 มิลลิเมตรปรอท หรือได้รับยารักษาภาวะความดันโลหิตสูง

 

เมแทบอลิกซินโดรม, Metabolic Syndrome 

รักษาเมแทบอลิกซินโดรม

            สิ่งสำคัญในการรักษาภาวะเมแทบอลิกซินโดรม (Metabolic Syndrome) คือ การแก้ปัญหาโรคอ้วนและภาวะดื้อต่ออินซูลินไปพร้อมกับการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่น ๆ ได้แก่

  • ควบคุมปริมาณและชนิดอาหารที่ทานให้เหมาะสม เน้นทานโปรตีนเป็นหลัก
  • ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ เน้นแอโรบิก คาร์ดิโอ ออกกำลังกายไอโซโทนิก เช่น ยกน้ำหนัก
  • การผ่าตัด ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคอ้วนและลดน้ำหนักไม่ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ การผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนัก (Bariatric Surgery) เพื่อลดความอ้วน ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้น้ำหนักลงได้และยังช่วยให้การควบคุมเบาหวาน ความดันโลหิต และระดับไขมันในเลือดดีขึ้นด้วย โดยผู้ป่วยบางส่วนสามารถหายขาดจากโรคเหล่านี้ได้ ปัจจุบันจึงได้นำการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักมาใช้กับผู้ป่วยที่มีภาวะเมแทบอลิกซินโดรม ซึ่งได้ผลดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ที่สำคัญมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแพทย์เฉพาะทางที่ตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด ได้แก่

1) การผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะ Laparoscopic Sleeve Gastrectomy เป็นการผ่าตัดปรับรูปร่างของกระเพาะให้มีความจุเหลือ 150 ซีซี โดยตัดกระเพาะและส่วนที่ผลิตฮอร์โมนกระตุ้นความหิวออกประมาณ 80% โดยใช้วิธีผ่าตัดแบบส่องกล้องบริเวณหน้าท้อง โดยเปิดแผลเล็กขนาด 0.5-1 เซนติเมตร ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อลดน้ำหนักโดยตรง
 
2) การผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะและทำบายพาส Laparoscopic Gastric Bypass การผ่าตัดแยกกระเพาะอาหารให้มีขนาดเล็กลงเป็นรูปกระเปาะ มีความจุ 30 ซีซี จากนั้นตัดแยกลำไส้เป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งมาต่อกับกระเพาะเพื่อบายพาสอาหารความยาว 100-150 ซม. การผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักดังกล่าว ทำให้ผู้ได้รับการรักษาสามารถควบคุมการรับประทานอาหาร ทั้งปริมาณและความอยากได้ดีขึ้น เนื่องจากได้ตัดฮอร์โมนกระตุ้นความหิวออกไปบางส่วนแล้วยังส่งผลให้น้ำหนักลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สารอาหารที่ทานเข้าไปดูดซึมได้น้อยลงและปริมาณการทานอาหารได้น้อยลงด้วย

 

            ภาวะเมแทบอลิกซินโดรมไม่จำเป็นจะต้องพบในผู้ที่เป็นโรคอ้วนเสมอไป ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันในเลือดสูง มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ทั้งสิ้น แต่ผู้ที่เป็นโรคอ้วน ซึ่งจะวัดจากน้ำหนักและค่าดัชนีมวลกายเป็นสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่อ้วนลงพุงมีความเสี่ยงมากกว่า นอกจากนี้การรักษาจะเน้นที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดน้ำหนัก รวมถึงการทานยาก่อน หากไม่เป็นผลแพทย์เฉพาะทางจะพิจารณาให้เข้ารับการผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดมักได้ผลดีในกรณีที่ผู้ป่วยมีโรคอ้วนร่วมด้วย เพราะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง มีรูปร่างที่เหมาะสม ห่างไกลจากโรคเรื้อรัง


สอบถามเพิ่มเติม ศูนย์ผ่าตัดและรักษาโรคอ้วน โรงพยาบาลกรุงเทพ

ชั้น 1 อาคาร D โรงพยาบาลกรุงเทพ
เปิดบริการ 8.00 น. - 20.00 น.  
โทร02-310-3002 หรือ โทร 1719
Emailinfo@bangkokhospital.com