โรคของการนอนผิดเวลา

Copy

โรคของการนอนผิดเวลา

นาฬิกาชีวภาพ (circadian rhythm) หมายถึง ลักษณะทางชีววิทยาตลอด 24 ชั่วโมงของแต่ละคนที่เกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อควบคุมการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย เช่น ฮอร์โมน อุณหภูมิของร่างกาย การหลับและการตื่น เป็นต้น

ศูนย์การควบคุมนาฬิกาชีวภาพนั้นตั้งอยู่ที่ส่วนของสมองที่เรียกว่า ไฮโปธาลามัส โดยนาฬิกาชีวภาพนั้นจะทำงานเป็นจังหวะสอดคล้องกับการทำงานในระบบอื่นๆของร่างกาย

วงจรการหลับและการตื่นก็เป็นวงจรหนึ่งที่นาฬิกาชีวภาพเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก  นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกหลายชนิดที่มีผลต่อการหลับและการตื่น ได้แก่ ระดับฮอร์โมนในกระแสเลือด ระดับเมลาโทนิน อุณหภูมิในร่างกาย และ แสงสว่าง  เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น เมื่ออุณหภูมิในร่างกายต่ำลงจะมีการหลั่งของเมลาโทนินมากขึ้น เมลาโทนินจะทำให้เรารู้สึกง่วง แต่ในทางตรงกันข้ามหากอุณหภูมิในร่างกายของเราสูงขึ้น ระดับเมลาโทนินก็จะต่ำลงทำให้เราเริ่มจะตื่น

ฮอร์โมนเมลาโทนินนับเป็นฮอร์โมนที่มีผลเป็นอย่างมากต่อการนอนหลับหากเมลาโทนินสูงจะทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น เมลาโทนินถูกสร้างขึ้นมาจากต่อมไพเนียล โดยอาศัยสารตั้งต้น คือ กรดอะมิโน ประเภท ทริปโตฟาน ปกติแล้วเมลาโทนินจะเริ่มหลั่งมากขึ้นตั้งแต่ 2 ทุ่ม และจะหลั่งมากที่สุดในช่วงเวลาประมาน ตี3 และเริ่มลดลงเรื่อยๆจนต่ำสุดในช่วง 7 โมงเช้า เมลาโทนินนั้นจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของแสงสว่าง คือ หากมีแสงสว่างมากจะทำให้หลั่งออกมาน้อย ในทางตรงกันข้ามหากมีแสงสว่างน้อยเมลาโทนินก็จะหลั่งออกมามาก

 

เกิดอะไรขึ้นเมื่อคนเราอายุมากขึ้น ?

เมื่อคนเราอายุมากขึ้นจะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้นาฬิกาชีวภาพเริ่ม “เพี้ยน” ไป ทำให้การนอนหลับไม่ราบรื่นเหมือนเดิม สาเหตุเกิดเนื่องจาก ความเสื่อมของสมองส่วนไฮโปธาลามัส การลดลงของเมลาโทนินในกระแสเลือด และการตอบสนองต่อแสงสว่างลดลง

ไม่นานมานี้ มีข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับปริมานแสงสว่างและระยะเวลาที่ผู้สูงอายุออกไปรับแสงสว่าง ดังนี้ คือ ผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงพอช่วยเหลือตัวเองได้ได้รับแสงสว่าง (>2000 lux) เพียง 60 นาที ต่อวัน ผู้สูงอายุที่เริ่มมีอาการสมองเสื่อมได้รับแสงสว่าง (>2000 lux) เพียง 30 นาทีต่อวัน ส่วนผู้สูงอายุที่สมองเสื่อมและอยู่ตามสถานพยาบาลไม่ได้รับแสงสว่างในระดับ >2000 lux เลย แต่ได้รับ แสงสว่างในระดับ > 1000 lux เพียง 10 นาทีต่อวัน

จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าปริมาณแสงสว่างที่ผู้สูงอายุได้รับนั้นมีแนวโน้มน้อยลงเรื่อยๆหากเริ่มมีอาการสมองเสื่อมและโดยเฉพาะเมื่อเริ่มต้องเผชิญโรคต่างๆที่ทำให้ต้องนอนตามสถานพยาบาล

เป็นธรรมดาที่ว่า เมื่อปริมานแสงสว่างที่ได้รับในแต่ละวันเปลี่ยนแปลงไป วงจรการนอนหลับก็ย่อมเปลี่ยนตาม ผู้สูงอายุกลุ่มดังกล่าวจะเริ่มมีอาการตื่นนอนกลางดึกบ่อยครั้งขึ้น นอนหลับในตอนกลางวันบ่อยขึ้น

นอกจากนี้สิ่งที่เราพบได้บ่อยเกี่ยวกับการนอนหลับในผู้สูงอายุ ก็คือ ในผู้สูงอายุนั้น มักจะเกิดภาวะที่เรียกว่า  “การนอนผิดเวลา” อยู่บ่อยๆ หลายคนมาพบแพทย์แล้วมักเล่าให้ฟังว่า มักจะ “เข้านอนเร็วและตื่นเช้า”

เรื่องการนอนผิดเวลา หรือ นอนก่อนเวลาอันควร นั้นพอจะมีคำอธิบายอยู่ คือ เมื่อคนเราอายุมากขึ้นวงจรการนอนหลับจะเริ่มขยับเข้ามาเร็วกว่าปกติ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายที่เวลาที่อุณหภูมิร่างกายเริ่มต่ำนั้นขยับเข้ามาเร็วกว่าปกติเมื่อเทียบกับตอนหนุ่มสาว ทำให้ง่วงเร็วขึ้น ส่วนใหญ่อุณหภูมิร่างกายของผู้สูงอายุจะเริ่มต่ำตอนประมาน 1-2 ทุ่ม แล้วเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆหลังจากเข้านอนไปประมาน 8 ชั่วโมง และจะสูงที่สุดเมื่อเวลาประมาน ตี 3 ถึง ตี 4 ดังนั้นผู้สูงอายุจึงมักเข้านอนแต่หัวค่ำแล้วตื่นนอนมาเช้ากว่าปกติ ภาวะดังกล่าว เรียกว่า Advanced sleep phase syndrome (ASPS)

ในช่วงวัยกลางคน ความชุกของโรค ASPS นั้นอยู่ที่ 1% แต่เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น เข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ความชุกของโรคจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีก โดยขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดว่าเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม และปริมานของแสงสว่างที่ได้รับในแต่ละวัน หรือแม้แต่รหัสทางพันธุกรรมก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดสภาวะดังกล่าวด้วยเช่นกัน

 

เป็นแบบนี้แล้วดีหรือไม่ ต้องแก้ยังไงดี ?

หากลองพิจารณาดูดีๆแล้วจะพบว่าความจริงแล้วปริมาณชั่วโมงของการนอนหลับนั้นนับว่า “เพียงพอ” เลยทีเดียว แต่ในบางครั้งเรามักต้องการใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปในสังคม มีวงจรการหลับการตื่นเหมือนคนทั่วไป ดังนั้นเราจึงมักพยายามที่จะหลับให้ดึกขึ้น เพื่อหวังว่าเราจะตื่นสายขึ้นกว่าเดิมได้ แต่ในความเป็นจริงนั้นสภาวะของร่างกายเรายังคง “ดื้อ” หรือก็คือ “ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง” อยู่เหมือนเดิม กล่าวคือ อุณหภูมิของร่างกายยังคงสูงในช่วง ตี 3 ถึง ตี 4  ดังนั้น สุดท้ายเราก็ตื่นเวลาเดิม และซ้ำร้ายไปกว่านั้น ระยะเวลาการนอนหลับของเราก็สั้นกว่าเดิมอีกด้วย คราวนี้เราจะเริ่มรู้สึกว่านอนไม่พอ เริ่มง่วงในตอนกลางวัน บางทีนั่งทำงานหรือประชุมอยู่ กลับสัปหงกกลางที่ประชุม  สุดท้ายบางคนจะเริ่มหงุดหงิด ไม่พอใจในชีวิตในที่สุด

 

ถึงตอนนี้คงต้องหาวิธีแก้ไขแล้วล่ะ !!

สิ่งที่ดีที่สุดคือการทำสิ่งที่เรียกว่า  “ไดอารี่การนอนหลับ (sleep diary)”  ควรทำย้อนหลังไป 1-2 สัปดาห์  ถ้าให้ดีที่สุดควรใส่เครื่องมือที่เรียกว่า “wrist actigraphy” ไว้ที่ข้อมือด้วย ประมาน 3-7 วัน เพื่อตรวจสอบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของวงจรการหลับการตื่นจริงหรือไม่ แต่ที่ทำได้เบื้องต้น และประหยัด นั่นก็คือ การเริ่มทำ “ไดอารี่การนอนหลับ”  นั่นเอง

 

                   “Wrist Actigraphy”

 

การรักษาภาวะการนอนผิดเวลา

ตามจริงแล้วภาวะนี้ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาหากไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่สำหรับบางคนที่ได้รับผลกระทบในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมากจากวงจรการนอนดังกล่าวอาจมาพบแพทย์เพื่อขอรับการรักษาเป็นรายๆไป ส่วนใหญ่แล้วเมื่อมาถึงโรงพยาบาลจะมีการประเมินอาการโดยรวม และทำการทดสอบบางอย่าง เพื่อวัดระดับเมลาโทนินในร่างกายและ ตรวจดูความผิดปกติของวงจรการนอนหลับ  

การรักษานั้นจะเน้นไปในทางที่ไม่ใช้ยาก่อนเป็นอันดับแรก การรักษาจะเป็นไปเพื่อปรับเปลี่ยนและเสริมความแข็งแรงของวงจรการนอนหลับ ได้แก่  “Bright-light therapy” แต่ในบางคน หากมีการขาดเมลาโทนินร่วมด้วยอาจให้ยาเพื่อเพิ่มระดับฮอร์โมนเมลาโทนินในร่างกายได้

Bright-light therapy นับเป็นการรักษาที่ดีที่สุดและได้ผลมากที่สุดในปัจจุบัน หลักการของมันก็คือ จะมีการเพิ่มแสงสว่างในช่วงเวลาหนึ่งของวันให้กับผู้ป่วย เพื่อเลื่อนเวลาการนอนหลับให้ยืดออกไปไกลขึ้น ผู้ป่วยจะถูกนำมารับแสงสว่างในช่วงบ่ายแก่ๆ หรือ ช่วงเย็นๆอย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อเลื่อนวงจรการนอนออกไป ซึ่งแท้จริงแล้วนอกจากจะเลื่อนวงจรการนอนออกไปได้ ยังสามารถปรับเปลี่ยนระดับอุณหภูมิ และฮอร์โมนเมลาโทนิน  ในร่างกายได้อีกด้วย

 

“Bright-light therapy” จะเอาสิ่งนี้มาจากไหน ?

Bright-light therapy ที่ดีที่สุดก็คือ   “แสงอาทิตย์”  นั่นเอง

ผู้ป่วยควรออกมาทำกิจกรรมกลางแจ้งบ้างในช่วงบ่ายแก่ หรือ ช่วงเย็นๆ วันละ 2 ชั่วโมง เพื่อเลื่อนเวลาการนอนให้ไกลขึ้น  ปกติแล้วการรับแสงจุดแรกจะเริ่มที่ตาก่อน ดังนั้นในช่วงเวลานี้ก็ไม่ควรสวมแว่นกันแดดตอนทำกิจกรรม แต่ให้สวมในช่วงเช้าและตอนกลางวันแทนเพื่อไม่ให้วงจรการนอนหลับเลื่อนเข้ามาใกล้อีก

นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการทำสิ่งที่เรียกว่า “Light box” ซึ่งผลิตแสงสว่างได้มากถึง 2500 lux   ซึ่งนับว่าช่วยได้มากหากไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องนอนติดเตียงตลอด

 

เปิดไฟนีออน หรือ หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ในบ้าน ไม่ได้เหรอ ?

ไม่แนะนำให้ใช้หลอดไฟปกติตามบ้าน เนื่องจากกำลังของแสงสว่างที่ผลิตออกมานั้นจะไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นประสาทรับรู้ของผู้สูงอายุ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวงจรการนอนได้

จะเห็นได้ว่าปัญหาการนอนผิดเวลานั้น ในบางครั้งก็ส่งผลเสีย รบกวนชีวิตประจำวันของใครหลายๆคนอยู่เหมือนกัน ดังนั้น หากมีอาการดังกล่าว การมาพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาที่ถูกต้องก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีสำหรับผู้สูงวัยทุกท่าน

 

บทความโดย: พญ.ชัญญา ชมเชย


สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์กรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ
ชั้น 2 อาคารโรงพยาบาลวัฒโนสถ
โทร. 0 2310 3755 หรือโทร. 1719 Fax. 0 2310 3335 
Email: BangkokLongevityCenter@bangkokhospital.com