กระดูกหักจากอุบัติเหตุกับเทคนิคการรักษาที่ได้ผลดี

Copy

กระดูกหักจากอุบัติเหตุกับเทคนิคการรักษาที่ได้ผลดี


เมื่อเอ่ยถึงเรื่องการเกิด “อุบัติเหตุ” ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เชื่อแน่ว่าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นทั้งกับตัวเองและคนที่รักอย่างแน่นอน แต่อย่างที่รู้กันดีว่าอุบัติเหตุมักเกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด เมื่อเป็นเช่นนี้แม้หลายคนจะระมัดระวังและป้องกันเป็นอย่างดี แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บและความสูญเสียได้ โดยเฉพาะอุบัติเหตุทางถนนที่ทุกวันนี้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุดอันดับ 2 ของโลก และอันดับ 1 ของอาเซียน

 

อุบัติเหตุที่ส่งผลต่อกระดูก

นอกจากความเศร้าเสียใจให้กับญาติพี่น้อง อุบัติเหตุที่รุนแรงยังส่งผลต่อความยากลำบากในการรักษาอีกด้วย โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่ส่งผลต่อกระดูก ซึ่งในทางปฏิบัตินอกจากอุบัติเหตุทางถนนแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นที่สร้างความเสียหายต่อกระดูกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • อุบัติเหตุจากการทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานกับเครื่องจักรและเครื่องยนต์
  • อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬาที่เสี่ยงต่อการกระแทกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกีฬาเอ็กซ์ตรีมประเภทต่าง ๆ
  • อุบัติเหตุจากการพลัดตกและหกล้มในผู้สูงอายุ

 

Damage Control ลดการบาดเจ็บบริเวณกระดูกหัก

เหตุผลที่เราต้องหันมาให้ความสำคัญกับอุบัติเหตุที่ส่งผลต่อกระดูกมากขึ้น เป็นเพราะว่า “กระดูก” ถือเป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญของร่างกายคนเรา และส่วนใหญ่การรักษาผู้บาดเจ็บกระดูกหักจากอุบัติเหตุต่างๆ มักจะมีความยากและซับซ้อน แต่ด้วยองค์ความรู้ทางการแพทย์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้ทุกวันนี้แพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยรูปแบบการรักษาแบบใหม่นั้น ไม่ได้มุ่งเน้นแค่ดามกระดูกเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการลดการบาดเจ็บบริเวณที่เกิดกระดูกหัก และอันตรายต่อร่างกายโดยรวมด้วย ที่เรียกว่า “Damage Control” ด้วย 

 

นายแพทย์สุทร บวรรัตนเวช

นายแพทย์สุทร บวรรัตนเวช ผู้อำนวยการใหญ่ ศูนย์อุบัติเหตุและออร์โธปิดิกส์ ในเครือบริษัท และผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์กระดูกและข้อกรุงเทพ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หัวใจสำคัญในการรักษาผู้ป่วยกระดูกหักจากอุบัติเหตุคือ ความเร็ว เพราะหลายครั้งสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดคือ การช่วยชีวิต จึงพัฒนารูปแบบการรักษาแบบเป็นทีมขึ้นมา โดยมีแพทย์ศัลยกรรมเป็นหัวหน้าทีม และมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เข้ามาร่วมรักษา ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ศัลยกรรมประสาท แพทย์ออร์โธปิดิกส์ แพทย์ทรวงอก และแพทย์ดมยา เป็นต้น เพื่อให้สามารถตรวจวินิจฉัยอาการของผู้ป่วย และทำการผ่าตัดรักษาได้อย่างทันท่วงที

โดยหลังจากที่รถฉุกเฉินไปถึงที่เกิดเหตุจะมีการรายงานเข้ามายังศูนย์เป็นระยะ เพื่อให้ทีมแพทย์ประเมินและเตรียมความพร้อมรอรับผู้ป่วย ซึ่งตามรูปแบบการรักษาของเราจะมุ่งรักษาปัจจัยที่ส่งผลให้เสียชีวิตก่อน จากนั้นหน้าที่ของหมอกระดูกจะเน้นไปที่การลดการบาดเจ็บบริเวณที่กระดูกหักและลดอันตรายต่อร่างกายโดยรวม (Damage Control) ด้วยการปักเหล็กดามจากภายนอก ตรึงไม่ให้บริเวณที่กระดูกหักเคลื่อนที่ ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที และส่งต่อให้แพทย์ด้านอื่น ๆ รักษาจนอาการคงที่ จากนั้นจึงรักษาด้วยการผ่าตัดใส่เหล็กหรือดามกระดูกให้เข้าที่ ซึ่งส่วนใหญ่หากผู้ป่วยกระดูกหักหลายจุดพร้อมกันจะรักษาขาก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อให้ผู้ป่วยลุกได้เร็ว ตามด้วยแขนและข้อต่าง ๆ เพราะหากทิ้งไว้นานจะยิ่งรักษายาก

 

กระดูกหักจากอุบัติเหตุกับเทคนิคการรักษาที่ได้ผลดี

Co-Management รักษารวดเร็วเพิ่มโอกาสรอด

ส่วนการรักษาผู้ป่วยสูงอายุที่กระดูกหักจากการพลัดตกหรือหกล้มนั้นจะให้ความสำคัญกับกระดูกสะโพกเป็นหลัก ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาหรือผ่าตัดภายใน 24-48 ชม. เนื่องจากเป็นเคสที่ค่อนข้างรุนแรงและหากไม่รีบรักษาจะเป็นสาเหตุนำไปสู่โรคแทรกซ้อนได้ เช่น การเป็นแผลกดทับและปอดบวม ในรายที่ต้องนอนอยู่กับที่เกินกว่า 2 วัน เพราะผู้ป่วยไม่สามารถลุกเดินไปไหนมาไหนได้ เมื่ออาการแทรกซ้อนต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น แต่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในที่สุด

แต่ความยากในการรักษาผู้ป่วยสูงอายุคือ ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัวเยอะ ฉะนั้นต้องอาศัยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ มาร่วมตรวจวินิจฉัยด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลทำให้การรักษาเป็นไปอย่างล่าช้า เราจึงพัฒนาระบบการรักษาแบบ Co-management โดยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ มาร่วมกันวางรูปแบบการรักษาที่รวดเร็ว และสรุปเป็นไกด์ไลน์และแบบฟอร์มการรักษา

“เราใช้เวลาถึง 2 ปีในการวางระบบและใช้มาแล้วประมาณ 3 - 4 ปี มีผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยระบบนี้มากกว่า 200 คน ผลลัพธ์ที่ได้เป็นที่น่าพอใจ ในภาพรวมไม่มีผู้ป่วยต้องกลับเข้ามารักษาใหม่ ภายใน 28 วัน ตามมาตรฐานนานาชาติ และในเคสผู้ป่วยสูงอายุกระดูกสะโพกหัก ซึ่งตามปกติจากสถิติพบว่า ส่วนใหญ่หลักการผ่าตัดจะเสียชีวิตภายใน 1 ปี ถึง 25% เราสามารถลดอัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปี เป็น 15% และยังช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้ในสภาพเดิมในเวลาอันสั้น

นอกจากการรักษาแบบทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้นคือ การคิดค้นวิธีการผ่าตัด “แบบชอกช้ำน้อย” ที่ทางการแพทย์เรียกว่า Minimally Invasive Plate Osteosynthesis หรือ “MIPO Technique” โดยรบกวนกล้ามเนื้อและบริเวณกระดูกหักที่น้อยที่สุด ทำให้การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงได้ดี แผลจึงหายเร็วและมีอัตราการเชื่อมติดของกระดูกเพิ่มขึ้น ที่สำคัญใช้เวลาพักรักษาในโรงพยาบาลสั้นลง

 

ลักษณะการบาดเจ็บของกระดูกและข้อ

โดยทั่วไปการบาดเจ็บของกระดูกและข้อแบ่งออกเป็นหลายลักษณะ ได้แก่

  • กระดูกหักชนิดที่ซับซ้อนและรุนแรง (Complicated Fractures and Severe Injuries)
  • การหักชนิดมีบาดแผลเปิดลึกถึงกระดูก (Open Fractures) 
  • การหักหลาย ๆ ส่วนพร้อม ๆ กัน (Multiple Fractures)

 

ผ่าตัดชนิดแผลเล็ก (Minimally Invasive Fracture Surgery)

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการบาดเจ็บและมีกระดูกหักชนิดซับซ้อน มีการหักหลายชิ้นส่วน ทีมแพทย์ออร์โธปิดิกส์ที่มีความชำนาญเป็นพิเศษในการรักษากระดูกและข้อหักและเคลื่อนจะใช้เทคนิคการผ่าตัดใหม่ที่ไม่ต้องเปิดแผลใหญ่แบบดั้งเดิม แต่เป็นการผ่าตัดชนิดแผลเล็ก (Minimally Invasive Fracture Surgery) ที่ทำให้เสียเลือดน้อย ทำให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยมากขึ้น ลดภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้กระดูกติดช้าลง อีกทั้งยังลดอัตราการติดเชื้อของกระดูกและเนื้อเยื่อได้เป็นอย่างดี

การดูแลผู้บาดเจ็บเกี่ยวกับกระดูกแต่ละประเภท จำเป็นต้องมีความพร้อมในการรักษาทุกด้าน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะทาง เช่น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ ที่มีความชำนาญเป็นพิเศษในการรักษากระดูกและข้อหักและเคลื่อน (Orthopedic Trauma Surgeons) ทั้งการรักษาชนิดที่ไม่ต้องผ่าตัด และการรักษาที่ต้องได้รับการผ่าตัด รวมถึงการรักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดขึ้นและได้รับการส่งต่อมาเพื่อทำการแก้ไข เช่น การรักษาการที่กระดูกไม่เชื่อมติด การรักษาอาการกระดูกเชื่อมติดผิดรูป การรักษากระดูกหักจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น กระดูกบาง หรือการหักจากมะเร็งกระดูก

 

กระดูกหักจากอุบัติเหตุกับเทคนิคการรักษาที่ได้ผลดี

สังเกตง่าย ๆ อาการกระดูกหักและข้อเคลื่อน

  1. เจ็บปวด บวม บริเวณที่มีกระดูกหักหรือข้อเคลื่อน
  2. รูปร่างของอวัยวะนั้น ๆ  เปลี่ยนแปลงไปจากรูปร่างปกติ
  3. ไม่สามารถเคลื่อนไหวบริเวณนั้นได้หรือเคลื่อนไหวแล้วจะเจ็บปวดมาก
  4. มีการหดสั้นของอวัยวะ เช่น แขนหรือขา
  5. อาจคลำพบปลายหรือหัวกระดูกที่เคลื่อนหรือหักออกมา

 

วิธีดูแลผู้บาดเจ็บกระดูกหักและข้อเคลื่อนเบื้องต้น

สำหรับวิธีดูแลผู้บาดเจ็บกระดูกหักและข้อเคลื่อนเบื้องต้นระหว่างรอเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาล ทำได้โดย

  1. อย่าพยายามดึงข้อหรือจัดกระดูกให้เข้าที่ด้วยตนเอง
  2. หากจำเป็นต้องถอดเสื้อผ้าออกควรใช้วิธีตัดตามตะเข็บ
  3. ใช้วัสดุที่หาได้หนุนหรือประคองข้อให้บริเวณที่บาดเจ็บอยู่นิ่ง ๆ และอยู่ในท่าที่สบาย ด้วยการใช้ผ้าพยุงหรือดามไว้ด้วยเฝือกชั่วคราว
  4. ประคบบริเวณที่บาดเจ็บด้วยความเย็น เช่น ผ้า ถุงใส่น้ำแข็ง
  5. การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บต้องทำอย่างถูกวิธีเพื่อช่วยลดความพิการและอันตรายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้

 


สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ
ชั้น 1 (โซนโถงเปียโน) อาคารโรงพยาบาลกรุงเทพ
โทร 1719