HOSPITAL HOTLINE

โทรศัพท์
:
0 2310 3000
, หรือ
1719
(LOCAL CALLS)
   

 โรคหัวใจและการรักษา

DISEASE TYPE

ภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริก

ภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริก (Atrial Fibrillation หรือเรียกย่อๆ ว่า AF หรือ A-Fib) เป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดถึงร้อยละ 1-2 รายในประชาชนทั่วไปและพบบ่อยขึ้นตามอายุโดยประชาชนในกลุ่มอายุ 80-90 ปี พบสูงสุดถึงร้อยละ 5-15
โรคหัวใจเต้นระริกเป็นเหตุให้เกิดโรคสมองขาดเลือดประมาณ 120,000 ราย ต่อปีทั่วโลก หรือกล่าวได้ว่า หนึ่งในสี่ของผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดทั้งหมดเป็นผลมาจากเป็นโรคหัวใจเต้นระริก ซึ่งโรคสมองขาดเลือดทำให้มีคุณภาพชีวิตที่แย่ลงเกิดภาวะทุพพลภาพมากขึ้นและอายุขัยที่สั้นลง ดังนั้นการป้องกันโรคสมองขาดเลือดจากภาวะหัวใจเต้นระริก จึงเป็นอีกเป้าหมายสำคัญในการรักษา ซึ่งปัจจุบันมีวิธีการรักษาหลายวิธี โดยมียาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดเป็นหัวใจหลักในการป้องกันรักษา

ภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริกคืออะไร


ภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริกเป็นภาวะที่หัวใจห้องบนเต้นแบบกระจัดกระจายไร้ความสามัคคีทำให้แรงบีบตัวของหัวใจห้องบนเสียไป เลือดจึงหมุนวนตกค้างในหัวใจห้องบนจนก่อให้เกิดลิ่มเลือด ซึ่งสามารถหลุดออกจากหัวใจไปอุดกั้นหลอดเลือดสมองทำให้เกิดโรคอัมพฤกษ์อัมพาตเฉียบพลันได้โดยมีโอกาสสูงกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่าอันนำไปสู่ความพิการและเสียชีวิตในที่สุด อีกทั้งยังส่งผลให้หัวใจห้องล่างเต้นเร็วและไม่สม่ำเสมอทำให้แรงบีบตัวเพื่อสูบฉีดโลหิตลดน้อยลง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะนำไปสู่ภาวะหัวใจวายในที่สุด

สาเหตุของภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริก
 

  • โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ เช่น โรคลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ เป็นต้น
  • โรคระบบอื่นๆ เช่น โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคปอดเรื้อรัง โรคถุงลมโป่งพอง ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ภาวะหลังการผ่าตดใหญ่ ภาวะเลือดออกในสมองและสมองขาดเลือด เป็นต้น

 

อาการของภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริก


ผู้ป่วยภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริกเกือบครึ่งหนึ่งไม่มีอาการแต่ต้องมาพบแพทย์ด้วยภาวะแทรกซ้อนของโรค โดยเฉพาะอัมพาตตามส่วนต่างๆ ของร่างกายแทน ส่วนอาการที่มาพบแพทย์ก็ไม่ได้เฉพาะเจาะจง ดังต่อไปนี้

  • ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เต้นไม่สม่ำเสมอ
  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียเหนื่อยง่าย ทำกิจวัตรประจำวันหรือออกกำลังกายได้ลดลง
  • เจ็บหรือแน่นหน้าอกหายใจลำบาก
  • เวียนศีรษะ หน้ามืดเป็นลมหมดสติ



 

การตรวจวินิจฉัยภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริก

 

  • การตรวจชพจรและอัตราการเต้นของหัวใจซึ่งเป็นการตรวจเบื้องต้นที่ง่าย สามารถทำได้ด้วยตนเองหรือใช้โปรแกรมในโทรศัพท์มือถือ
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram) เป็นการตรวจที่จำเป็นที่สุดในการวินิจฉัยซึ่งสามารถทำได้ในโรงพยาบาลทุกแห่ง หรือใช้อุปกรณ์ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดพกพาที่นอกโรงพยาบาล
  • การตรวจอื่นๆ ทางห้องปฏิบัติการ เช่น
    • การตรวจหาภาวะโลหิตจางหรือไตวาย
    • การตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์
    • การตรวจเอกซเรย์ปอด
    • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography)


การตรวจชีพจรด้วยตนเอง

 

  • การบีบตัวของหัวใจในแต่ละครั้งทำให้เกิดแรงขับดันโลหิตไปปะทะกับหลอดเลือดแดงที่ยืดหยุ่น แรงปะทะซึ่งสัมผัสได้จากภายนอกบริเวณที่หลอดเลือดแดงอยู่ตื้นติดกับผิวหนังและหายไปเมื่อหัวใจคลายตัวเรียกว่าชีพจร หากหัวใจเต้นปกติจะสัมผัสชีพจรได้ชัดเจนและมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอทิ้งระยะห่างที่คงที่ระหว่างแต่ละครั้ง
  • เบื้องต้นเริ่มฝึกตรวจชีพจรข้อมือก่อน เนื่องจากตรวจได้ง่ายที่สุด เริ่มต้นโดยหงายข้อมือข้างท่ไม่ถนัด คลำโดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางของมือข้างที่ถนัดสัมผัสที่ร่องบริเวณใต้ข้อมือด้านฐานของนิ้วโป้งจะคลำได้เส้นเลือดเต้นอย่างชัดเจน เมื่อชำนาญแล้วท่านสามารถฝึกคลำชีพจรที่อื่นได้เช่นกัน เช่น ชีพจรที่คอ สามารถคลำได้ที่ร่องข้างคอหอยแต่ไม่ควรคลำแรงเพราะอาจทำให้หน้ามืดหรือหมดสติได้
  • เมื่อคลำชีพจรได้ชัดเจนแล้ว ขั้นต่อไปให้นับจำนวนครั้งที่คลำได้ในหนึ่งนาที จำนวนที่นับได้ในหนึ่งนาทีเรียกว่าความเร็วของชีพจร ระหว่างนับให้สังเกตว่าชีพจรที่คลำได้มีตวามแรงและจังหวะที่สม่ำเสมอหรือเว้นระยะคงที่หรือไม่
  • ชีพจรผิดปกติ คือ คลำได้ไม่สม่ำเสมอทั้งความแรงและจังหวะ หากตรวจพบให้สงสัยภาวะหัวใจเต้นระริกและควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจยืนยันก่อน เพราะบ่อยครั้งอาจคลำได้ชีพจรมาสะดุดเป็นครั้งคราว ซึ่งลักษณะชีพจรที่ผิดปกติแบบนี้สามารถพบได้และไม่เป็นอันตราย


แนวทางการรักษาภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริกและการป้องกันการเกิดโรคสมองขาดเลือด


วัตถุประสงค์หลักในการรักษาภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริก คือการรักษาอาการและลดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งลดโอกาสเสียชีวิตและโอกาสต้องเข้าโรงพยาบาล โดยการรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อายุของผู้ป่วย ประวัติการเจ็บป่วย อาการของผู้ป่วยโรคอื่นที่เป็นร่วมด้วย เป็นต้น โดยมีวิธีการหลักดังนี้

  • การใช้ยาเพื่อควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจไม่ให้เร็วจนเกินไป (rate control) หรือควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจให้กลับมาเต้นปกติ (rhythm control)
  • ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหัวใจซึ่งทำให้เกิดหลอดเลือดอุดตันในอวัยวะสำคัญส่วนอื่นของร่างกายตามมา
  • การใช้ไฟฟ้ากระตุ้นเพื่อปรับการเต้นของหัวใจ (cardioversion) ให้กลับเต้นปกติ
  • การใช้สายสวนหัวใจเพื่อจี้ตัดวงจรไฟฟ้าผิดปกติในหัวใจด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นความร้อน (radiofrequency ablation) หรือความเย็นจัด (cryoablation) ทำให้หัวใจกลับเต้นปกติ

 
ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดคืออะไร


ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือด บางครั้งถูกเรียกว่ายาต้านการแข็งตัวของเลือดเป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อต้านระบบการแข็งตัวของเลือดที่ซับซ้อน ยาที่ใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นระริกมีอยุ่หลายกลุ่มและออกฤทธิ์ต่อระบบการแข็งตัวของเลือดที่ต่างตำแหน่งกัน ได้แก่

  • ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดชนิดต้านวิตามินเค ซึ่งใช้มายาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1954 ยาในกลุ่มนี้ คือ ยา Warfarin (Coumadin)
  • ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดโดยยับยั้งสารโปรตีนชนิด Factor Xa ยาในกลุ่มนี้คือยา Rivaroxaban (Xarelto), Apixaban (Eliquis) และ Endoxaban (Savaysa)


ข้อควรระวังเมื่อกินยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือด

 

  • ต้องกินยาให้ตรงตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ ยาจึงมีประสิทธิภาพ
  • มีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกมากกว่าคนปกติเช่นกัน จึงควรระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุ และแจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบเสมอว่ากำลังกินยาในกลุ่มนี้ โดยเฉพาะชื่อยายาหากทำได้ โดยเฉพาะหากเกิดภาวะฉุกเฉิน เช่น ประสบอุบัติเหตุ หรือในกรณีการทำหัตถการต่างๆ แพทย์จึงจะสามารถให้ยาถอนฤทธิ์หรือให้ส่วนประกอบของเลือดเพื่อทำให้ระบบการแข็งตัวของเลือดกลับสู่ปกติได้
  • เฉพาะยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดชนิดต้านวิตามินเค การรับประทานอาหารที่มีวิตามินเคสูง เช่น ผักสีเขียวจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง การกินยาอื่นจะมีผลต่อระดับของยากลุ่มนี้อย่างรุนแรงจึงควรระมัดระวังอย่างมาก รวมทั้งต้องตรวจวัดระดับยาในเลือดเป็นประจำเพื่อให้น่ใจว่าระดับยาอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและปลอดภัย เพราะยากลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในสมองมากกว่ายากลุ่มอื่น
  • ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดชนิดอื่นที่ไม่ใช่ชนิดต้านวิตามินเคจะออกฤทธิ์สั้นกว่า จึงควรกินยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรกินผิดเวลาแม้ว่ายากลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องตรวจวัดระดับยาในเลือด และส่วนใหญ่สามารถกินร่วมกับยาอื่นได้ แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารมากกว่ายากลุ่มอื่น และไม่ควรใช้หากการทำงานของไตบกพร่อง