HOSPITAL HOTLINE

โทรศัพท์
:
0 2310 3000
, หรือ
1719
(LOCAL CALLS)
   

 โรคหัวใจและการรักษา

DISEASE TYPE

หวาน มัน เค็มมากไป หัวใจอ่อนแอ

หวาน มัน เค็มมากไป หัวใจอ่อนแอ

                  ด้วยพฤติกรรมการทานอาหารของคนยุคใหม่ที่มักเน้นรสชาติถูกปากเมนูที่ถูกใจ โดยเฉพาะรสหวาน มัน เค็มเรียกได้ว่าเป็นรสชาติยอดนิยมของคนไทยที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากขาดการควบคุมและบริโภคเกินพอดี

            นพ.อนุสิทธิ์ ทัฬหสิริเวทย์  อายุรแพทย์หัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า อย่างที่ทราบกันดีว่าเมืองไทยมีอาหารให้เลือกทานมากมาย ที่สำคัญอาหารไทยมีครบทุกรส ทั้งหวาน มัน เค็ม เผ็ด เปรี้ยว จึงนำไปสู่ความเสี่ยงในการบริโภคเกินพอดี ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ ถ้าไม่รีบควบคุมปริมาณให้พอเหมาะ
 
หวาน มัน เค็มมากไป หัวใจอ่อนแอ
 
หวานเกินไปไม่ดี

            น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีสารอาหารอื่น ๆ เมื่อบริโภคมากเกินไปร่างกายจึงได้รับแต่พลังงานเพียงอย่างเดียว ที่น่าสนใจคือแม้น้ำตาลจะมีหลายชนิด แต่ให้พลังงานไม่ต่างกันคือประมาณ 4 กิโลแคลอรี่ต่อกรัม และแม้ร่างกายจะมีกระบวนการป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป แต่หากบริโภคน้ำตาลมากเกินไปจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลให้ร่างกายหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนเพื่อนำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่ละคนจะตอบสนองต่ออินซูลินไม่เท่ากัน อย่างเช่นคนที่เป็นโรคอ้วนลงพุง ร่างกายจะดื้อต่ออินซูลิน ไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์จะส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูง มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้นได้ในที่สุด

ป้องกันน้ำตาลไม่ให้เกินได้โดย
  • ควรกินน้ำตาลให้น้อยไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม)
  • เลี่ยงเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีน้ำตาลมากกว่าร้อยละ 5 สังเกตได้จากฉลากข้างขวด
  • เลือกทานผลไม้น้ำตาลน้อย เช่น ฝรั่ง มะละกอ แอปเปิลเขียว
  • ของหวานหลังอาหารทานได้แต่ควรเน้นรสหวานน้อยและสลับกับการทานผลไม้หลังอาหาร
 
หวาน มัน เค็มมากไป หัวใจอ่อนแอ
 
มันมากโรคถามหา

            ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เรียกได้ว่าเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ ไขมัน 1 กรัมให้พลังงานสูงถึง 9 กิโลแคลอรี่ มากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน อย่างที่รู้กันว่าหากทานไขมันมากเกินไปนอกจากจะทำให้อ้วนยังนำไปสู่โรคเรื้อรังได้ โดยเฉพาะไขมันทรานส์ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิตไขมันเทียม ซึ่งพบในเนยขาว เนยเทียม เบเกอรี่ โดนัท คุ้กกี้ ครีมเทียมบางชนิด ฯลฯ หากทานมากเกินไปจะสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ส่งผลให้เส้นเลือดตีบ เพิ่มไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และลดไขมันชนิดดี (HDL) ทำให้มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้การทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก ซึ่งมักพบในน้ำมันจากสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันขาว ๆ ขนมและแกงที่ใส่กะทิ ส่งผลให้คอเลสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้นเช่นกัน

ป้องกันไขมันไม่ให้เกินได้โดย
  • ควรกินไขมันให้น้อยไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (30 กรัม)
  • ทานเนื้อสัตว์ไม่มีหนัง ไม่ติดมัน ปริมาณ 2-4 ช้อนโต๊ะต่อมื้อ (ตามอายุและเพศ)
  • เลี่ยงอาหารทอดเพราะน้ำมันที่ใช้ทอดอาหาร เช่น น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม ฯลฯ มักมีกรดไขมันอิ่มตัวมาก
  • งดอาหารที่มีไขมันทรานส์ เช่น เค้ก ครีมเทียม ป๊อปคอร์น แฮมเบอร์เกอร์ ฯลฯ
  • ไม่ควรทานอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ เช่น ลูกชิ้นทอด ปาท่องโก๋ ไก่ทอด กล้วยทอด ฯลฯ
 
หวาน มัน เค็มมากไป หัวใจอ่อนแอ
 
เค็มมาก ร่างอาจพัง

            ความเค็มเป็นรสชาติที่ติดปากคนไทย ซึ่งมาจากสารประกอบโซเดียมคลอไรด์หรือเกลือที่นำมาใช้ในการทำอาหาร ซึ่งโซเดียมนั้นมีประโยชน์กับร่างกายคือ ช่วยให้ระบบไหลเวียนของร่างกายเป็นปกติ ความดันและปริมาตรของเลือดเป็นปกติ แต่หากได้รับโซเดียมมากเกินไปจะนำมาซึ่งผลเสียต่อสุขภาพคือ เมื่อทานเกลือก็จะอยากทานน้ำ ซึ่งทำให้เพิ่มปริมาณเกลือแร่ในเลือด ส่งผลให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ หนักขึ้น เปรียบเหมือนหัวใจเล่นเวท ทำให้แรงดันหลอดเลือดสูง อาจเกิดภาวะหัวใจโต นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ และการกินเค็มมากไป ทำให้เป็นความดันโลหิตสูง ซึ่งนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดในสมองแตกหรืออัมพาตได้ ที่น่ากลัวคือเมื่อโซเดียมมากเกินไป ร่างกายอาจไม่แสดงอาการ แต่จะทำลายอวัยวะต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ ดังนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีคือสิ่งสำคัญ

ป้องกันโซเดียมไม่ให้เกินได้โดย
  • ควรกินโซเดียมให้น้อยไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา (2,000 มิลลิกรัม)
  • ไม่ใส่น้ำปลาพริกในอาหาร ไม่จิ้มพริกเกลือเมื่อกินผลไม้
  • เลี่ยงการทานอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง อาหารอบแห้ง ขนมกรุบกรอบ
  • ลดความถี่และปริมาณการทานน้ำจิ้มต่าง ๆ
  • ปรุงรสเผ็ดหรือเปรี้ยวเพิ่มรสชาติอาหารแทนการใช้น้ำปลา
 
            การปรับพฤติกรรมการกินโดยลดหวาน มัน เค็ม ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ นอกจากนี้การตรวจเช็กสุขภาพหัวใจก็มีความสำคัญ ซึ่งนพ.อนุสิทธิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า หากรู้ว่าตนเองมีปัจจัยเสี่ยง ติดทานอาหารหวาน มัน เค็มในปริมาณมาก ไม่ควรชะล่าใจ ควรตรวจคัดกรองโรคหัวใจกับแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ เพื่อเช็กความแข็งแรงของหลอดเลือดหัวใจ ยิ่งถ้ามีปัจจัยเสี่ยงด้านพันธุกรรมควรใส่ใจตรวจเช็กหัวใจเป็นประจำทุกปี
 
ข้อมูล : นพ.อนุสิทธิ์ ทัฬหสิริเวทย์ อายุรแพทย์หัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ