HOSPITAL HOTLINE

โทรศัพท์
:
0 2310 3000
, หรือ
1719
(LOCAL CALLS)
   

 โรคหัวใจและการรักษา

DISEASE TYPE

กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน รีบรักษาทัน โอกาสรอดสูง



“เจ็บหน้าอกแบบฉับพลัน” ระวังอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณกำลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน 


หากคุณกำลังทำกิจกรรมประจำวัน จู่ ๆ เกิดเจ็บหน้าอกนาน แน่นหายใจไม่ออก หรือรู้สึกเจ็บหน้าอกเวลาออกกำลังกายหรือออกแรงทำกิจกรรมหนัก ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน จนรู้สึกร้าวไปที่ไหล่ ใจสั่น บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ เหงื่อออก หัวใจเต้นแรงผิดปกติ 
หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ในทันที เพราะถ้าถึงมือหมอไม่ทันเวลา อาจอันตรายถึงชีวิตได้

นพ.ระพินทร์ กุกเรยา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสวนหัวใจและขยายหลอดเลือด โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ บอกเล่าสาเหตุสำคัญของผู้ป่วยที่เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันดังกล่าวว่า เกิดจากการที่หลอดเลือดตีบตัน ด้วยเพราะมีไขมันเกาะผนังหลอดเลือดสะสมเป็นเวลานาน (Plaque) จนผนังหลอดเลือดตีบแคบลง ซึ่งหากวันใดที่ Plaque ดังกล่าวเกิดการปริตัวหรือแตกเป็นแผล ก็จะทำให้เลือดแข็งตัวกลายเป็นลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือด จนเลือดไม่สามารถไหลไปเลี้ยงหัวใจ กลายเป็นภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจเสียหายหรือตายบางส่วน

“ถ้าหากเป็นหลอดเลือดที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ส่วนต้นที่ส่งเลือดเลี้ยงในพื้นที่กล้ามเนื้อบริเวณกว้างก็มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตกระทันหันอย่างรวดเร็วได้”
ปัจจุบันแม้ผู้ป่วยที่ประสบภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งผู้ป่วยก็มีอายุน้อยลง แต่ข่าวดีก็คือ อัตราคนไข้ที่เสียชีวิตจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันลดลง 

โดยจากสถิติกลุ่มผู้ที่เกิดภาวะดังกล่าว พบว่าประมาณร้อยละ 10-15 เสียชีวิตตั้งแต่ยังมาไม่ถึงโรงพยาบาล ขณะที่ร้อยละ 10 เสียชีวิตที่โรงพยาบาล 

กลุ่มที่ได้รับการรักษาเร็วก็จะมีโอกาสรอด ความเสียหายต่อกล้ามเนื้อหัวใจจะน้อย สามารถกลับไปมีชีวิตเป็นปกติได้ แต่ถ้ากล้ามเนื้อหัวใจเสียหายมาก แม้จะรอดชีวิต ในระยะยาวผู้ป่วยที่เคยประสบภาวะดังกล่าว ย่อมมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิต จากการอาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนกำลังจนบีบตัวไม่ไหว ทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีสุขภาพร่างกายเหมือนคนอ่อนแรง เหนื่อยง่าย กลายเป็นผู้ป่วยติดเก้าอี้ ติดเตียง

ในด้านการรักษา หากมีภาวะหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน วิธีแก้ไขอันดับแรก คือต้องทำให้เลือดกลับมาไหลโดยเร็วที่สุด ในอดีตแพทย์จะนิยมให้ยาละลายลิ่มเลือด แต่ปัจจุบันยังมีการรักษาโดยใช้สายสวนเพื่อขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน ซึ่งเป็นวิธีการที่ประสบความสำเร็จกว่าการรับประทานยา    

แม้ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยมีอาการแสดงที่หลากหลาย แต่กลุ่มผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกร่วมกับอาการผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ที่เรียกว่า ST Elevation MI (STEMI) เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยง

เพราะในกระบวนการรักษา ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ “ระยะเวลา” โดยกล้ามเนื้อหัวใจจะเริ่มตาย เมื่อขาดเลือดประมาณ 40 นาที ซึ่งในเวลานี้หากทำให้เลือดกลับมาไหลสู่หัวใจได้ ความเสียหายของหัวใจจะน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย ส่วนอีกช่วงเวลาสำคัญที่อาจกล่าวได้ว่าเป็น Golden Period ของการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ดีที่สุด คือประมาณ 4 ชั่วโมง

ดังนั้นการวินิจฉัยของแพทย์ที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจึงมีความสำคัญ เพราะจะทำให้วินิจฉัยการรักษาอย่างเหมาะสมและทันเวลา โอกาสช่วยชีวิตผู้ป่วยให้รอดได้มาก

3-4 ชั่วโมง หลังหัวใจขาดเลือด เป็นช่วงเวลาที่เราเรียกว่า Best Window ในเวลาดังกล่าว แพทย์ต้องพยายามเปิดหลอดเลือดให้ได้ภายใน 90 นาที เพื่อทำให้กล้ามเนื้อได้รับความเสียหายน้อยที่สุด ถือว่ามีโอกาสได้คืนอย่างน้อยร้อยละ 60-70 แต่ถ้าเลยหลังจากเวลานั้นไปแล้วโอกาสน้อยมาก

หากปัจจุบันเริ่มมีการขยายระยะเวลาเปิดหลอดเลือดไปถึง 12 ชั่วโมง  แม้โอกาสดังกล่าวจะเหลือน้อยมาก แต่ก็ถือเป็นการเพิ่มโอกาสในการรักษาชีวิตผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด 

ท้ายสุดนายแพทย์โกสินทร์ยืนยันว่า คนที่รักษาสุขภาพร่างกายตลอดชีวิต ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะทนภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ดีกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเลย เมื่อเป็นโรคความรุนแรงของโรคจะลดลง ระยะฟื้นตัวจะสั้นกว่า   

ทางที่ดีที่สุดคือป้องกันไม่ให้เกิด สิ่งที่แก้ได้และทำให้ดีขึ้นได้คือการดูแลสุขภาพร่างกาย การปรับพฤติกรรมสุขภาพที่ลดปัจจัยเสี่ยง การออกกำลังกาย ไม่เครียด ไม่สูบบุหรี่ ดูแลโรคประจำตัวให้อยู่ในภาวะปกติ อันนี้คือการลดความเสี่ยงของตัวเอง ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักให้ดีที่สุด หมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ” นพ.ระพินทร์กล่าว