HOSPITAL HOTLINE

โทรศัพท์
:
0 2310 3000
, หรือ
1719
(LOCAL CALLS)
   

 โรคหัวใจและการรักษา

DISEASE TYPE

หลอดเลือดแดงใหญ่ 'โป่ง พอง แตก' ผ่าตัดแผลเล็ก ลดความเสี่ยงฟื้นเร็ว



จากสถิติในสหรัฐอเมริกาทุก ๆ ปี มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 15,000 คนและพบว่า 90-95% ของผู้ป่วยเสียชีวิตก่อนมาถึงโรงพยาบาลเนื่องจากเสียเลือดมาก

             “โรคที่กล่าวมานี้คือ โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง มีอยู่ 2 ตำแหน่งคือ หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในช่องท้องและในช่องอก ซึ่งทั้งสองลักษณะเป็นสถานการณ์ที่จะต้องรีบทำการรักษาด้วยการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน”  นพ.อรรถภูมิ สู่ศุภอรรถ ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ เกริ่นให้เห็นภาพ พร้อมอธิบายว่า

            กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเบาหวาน ความดัน โลหิตสูง และคนที่มีประวัติสูบบุหรี่ มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง จากหลอดเลือดขนาดปกติจะมีแรงดันกระทำกับผนังของหลอดเลือดมากขึ้น เมื่อขนาดของหลอดเลือดใหญ่ขึ้นเหมือนลูกโป่งที่เป่าไปเรื่อย ๆ ในที่สุดจะแตก และเมื่อแตกแทบไม่มีโอกาสรอดชีวิต

            กรณีหลอดเลือดแดงใหญ่แตกในช่องอกอัตราตายสูงถึง 95%  หากแตกในช่องท้องลดลงมาเหลือ 90%  นั่นหมายความว่า 100 คนที่หลอดเลือดแดงใหญ่แตกจะตายทันทีในที่เกิดเหตุ 90 คน เหลือรอดมาโรงพยาบาล 10 คน และใน 10 คนที่รอดมาถึงโรงพยาบาล 5 คนเท่านั้นที่มีโอกาสรอดชีวิตกลับบ้าน

            ทั้งนี้เนื่องจากการผ่าตัดมีความซับซ้อน ต้องระวังเป็นพิเศษเมื่อหลอดเลือดแดงใหญ่แตกเพราะพื้นฐานของคนไข้กลุ่มนี้ร่างกายไม่แข็งแรง การที่หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองอักเสบแบบนี้ หลอดเลือดไม่ได้เสียแค่จุดเดียว แต่มักเสียทั้งร่ายกาย ฉะนั้นอวัยวะอื่น ๆ ของคนไข้จึงไม่ดีนัก เช่น  โอกาสที่ตับไตจะวายได้ และสมองก็จะขาดเลือดเพราะความดันต่ำ 




แนวทางการรักษา

แนวทางการรักษาแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก 
  1. การผ่าตัดใหญ่แบบเปิด ถือเป็นการผ่าตัดที่เป็นมาตรฐาน โดยผ่าตัดผ่านทางช่องทรวงอก หรือช่องท้อง ขึ้นกับตำแหน่งพยาธิสภาพของหลอดเลือดแล้วใส่หลอดเลือดเทียมทดแทน จะต้องหนีบหลอดเลือดแดงใหญ่เหนือบริเวณที่โป่งพองและแตกออกให้ทัน เพื่อไม่ให้เลือดไหลมากจนความดันตกและช็อก ในขณะเดียวกัน ศัลยแพทย์ก็ต้องผ่าตัดอย่างรวดเร็ว เพราะอวัยวะภายในขาดเลือดไปเลี้ยงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ  โดยเฉพาะการผ่าตัดหลอดเลือดแดงโป่งพองในช่องอก มิเช่นนั้นจะเสี่ยงเกิดอัมพาตครึ่งท่อนล่าง และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาหลังผ่าตัด ยิ่งระยะการโป่งพองหรือแตกยาวเท่าไร ต้องผ่าตัดซ่อมแซมหลายระดับเท่าไรโอกาสที่เกิดภาวะแทรกซ้อนจะสูงยิ่งขึ้นเท่านั้น
  2. การผ่าตัดด้วยวิธีการใส่หลอดเลือดเทียมชนิดหุ้มด้วยขดลวด ผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบเพื่อสอดหลอดเลือดเทียมเข้าไปใส่แทนที่หลอดเลือดแดงใหญ่ที่โป่งพองในช่องอกหรือช่องท้อง เป็นทางเลือกใหม่ เหมาะสำหรับคนไข้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัดใหญ่ ซึ่งการผ่าตัดวิธีนี้จะมีแผลผ่าตัดขนาดเล็ก ลดอัตราการเสี่ยงและการให้เลือด ผลในระยะสั้นและระยะกลางยังมีประสิทธิภาพดี แต่ต้องติดตามผลเนื่องจากขดลวดมีโอกาสเคลื่อนได้ จึงต้องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และฉีดสีอย่างน้อยปีละครั้ง
 
            ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกกล่าวว่า กลุ่มคนไข้ที่เหมาะกับการผ่าตัดแผลเล็ก คือ คนไข้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคปอด มีประวัติการผ่าตัดในช่องท้องหรือช่องอกมาก่อนหลายครั้งหรือเป็นโรคหัวใจร่วมด้วย การผ่าตัดแบบการใส่หลอดเลือดเทียมชนิดมีขดลวดจะลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตหลังผ่าตัดได้ดีกว่าการผ่าตัดใหญ่แบบเปิด

            “ประโยชน์ของการผ่าตัดด้วยการใส่หลอดเลือดเทียมชนิดมีขดลวด ไม่ใช่แค่เรื่องสวยงาม เพราะมีแผลเล็กแต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหลังผ่าตัด โดยเฉพาะกลุ่มคนไข้สูงอายุที่มีโรคแทรกซ้อนมีโรคประจำตัวมาก มีโอกาสเกิดสภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด  เช่น เสมหะค้างอยู่ในปอด ติดเชื้อ ปอดปวม ปอดอักเสบได้ง่าย เมื่อเทียบการผ่าตัดแผลเล็กจะเจ็บปวดน้อยกว่า  ระยะเวลาในการฟื้นตัวเร็วสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติเร็ว นอนโรงพยาบาลไม่เกิน 5-7 วัน  แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนไข้ด้วย  ถ้าเป็นการผ่าตัดแบบเปิด ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลอาจจะยาวถึง 2 สัปดาห์”

             อย่างไรก็ตามการผ่าตัดแต่ละวิธีจะขึ้นกับตำแหน่งพยาธิสภาพของโรค สภาพความแข็งแรงของผู้ป่วย ซึ่งแพทย์จะพิจารณาและประเมินเพื่อให้ผู้ป่วยได้ทราบและร่วมในการวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากการผ่าตัดโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เป็นการผ่าตัดที่ต้องอาศัยทีมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและสถานที่ที่มีอุปกรณ์การผ่าตัดพร้อม

            ซึ่งทางโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ มีทีมแพทย์ที่พร้อมให้การรักษาผู้ป่วย 7 วัน ตลอด 24 ชั่วโมง และเมื่อวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคนี้สามารถทำการผ่าตัดได้ทันทีในห้องผ่าตัดอัจฉริยะ (Hybrid Operating Room) เป็นการรวมห้องสวนหัวใจและห้องผ่าตัดหัวใจไว้ด้วยกัน พร้อมด้วยเตียงผ่าตัดแบบพิเศษและระบบถ่ายภาพเอกซเรย์แบบ Flexmove-Heart Navigator ที่สามารถถ่ายภาพหัวใจได้ทุกมุมอย่างละเอียด ช่วยให้แพทย์ทำการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยที่ซับซ้อนได้อย่างตรงจุด ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ให้สารน้ำอย่างรวดเร็ว (Fluid Management System) มากกว่า 6 ลิตรต่อนาที ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถให้สารน้ำทดแทนการเสียเลือดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้รักษาความดันโลหิตขณะผ่าตัดได้คงที่ ลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดได้