HOSPITAL HOTLINE

โทรศัพท์
:
0 2310 3000
, หรือ
1719
(LOCAL CALLS)
   

 โรคหัวใจและการรักษา

DISEASE TYPE

ผ่าตัดแผลเล็ก ลดความเสี่ยง ทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง


 

หลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้า (Aorta) เป็นหลอดเลือดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ออกมาจากขั้วหัวใจทอดยาวจากช่องอกสู่ช่องท้องและให้แขนงเป็นหลอดเลือดที่นำเลือดแดงไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ในร่างกายหลายแห่ง โรคหรือภาวะบางอย่างอาจทำให้ผนังหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้ามีความอ่อนแอ เกิดการโป่งพองขยายขนาดจนใหญ่กว่าปกติขึ้น (Aneurysm) ซึ่งเมื่อมีการโป่งขยายจนถึงระดับหนึ่งก็จะแตก ทำให้เสียเลือดจำนวนมากกระทันหันจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว ภาวะดังกล่าวสามารถพบได้ในทุกระดับของหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้า ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่อยู่ในช่องอกหรือช่องท้อง แต่สามารถพบบ่อยที่สุดในหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้าในช่องท้องส่วนที่อยู่ใต้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต (Infrarenal Abdominal Aortic Aneurysm)
 


            หลอดเลือดแดงใหญ่ในร่างกายในสภาวะปกติ



สาเหตุในการเกิดโรค

โดยปกติแล้วผนังของหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้ามีความสามารถในการยืดหยุ่นสูง สามารถขยาย ยืด และหดตามระดับความดันโลหิต แต่ในผู้ป่วยที่มีปัญหาบางอย่าง เช่น มีความดันโลหิตสูงเป็นเวลานานและมีการแข็งตัวของผนังหลอดเลือด (Atherosclerosis) จะทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอ จนมีการโป่งพองของผนังหลอดเลือดได้ ภาวะดังกล่าวพบบ่อยในผู้ป่วยชายสูงอายุ โดยจะพบประมาณ 2 - 5% ในผู้ชายที่อายุมากกว่า 50 ปี และอาจพบโรคนี้ได้มากถึง 5 - 10% ในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 65 ปี จากการตรวจกรองด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Ultrasound) นอกจากนั้นอาจพบได้มากขึ้นในกลุ่มที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน (Coronary Artery Disease) หรือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดที่แขนและขาอุดตัน (Peripheral Vessels Disease) ร่วมด้วย นอกจากนี้ประวัติการมีโรคหลอดเลือดโป่งพองในครอบครัวและการสูบบุหรี่นับเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งเสริมให้เป็นโรคได้เช่นกัน

กล่าวโดยสรุปคือ โรคนี้จะพบในผู้ป่วยชายสูงอายุ โดยเฉพาะระหว่าง 65 - 75 ปีที่มีประวัติสูบบุหรี่ มีความดันโลหิตสูง และมีประวัติโรคหลอดเลือดโป่งพองในครอบครัว 
 

อาการของผู้ป่วย

ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ บ่อยครั้งที่ตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรือการทำเอกซเรย์ แต่ในผู้ป่วยบางส่วนก็อาจมีอาการได้เช่นกัน เช่น อาการปวดบริเวณหลอดเลือดที่มีการโป่งพอง เจ็บหน้าอก หรือปวดหลัง โดยอาการปวดอาจเป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นตลอดเวลาก็ได้ หรือในบางกรณีที่มีหลอดเลือดปริแตก ผู้ป่วยก็จะมาด้วยอาการปวดร่วมกับอาการเสียเลือดจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้เสียชีวิตได้ในไม่กี่นาทีหรือชั่วโมง
               
นอกจากนี้การโป่งพองของหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้าอาจทำให้มีก้อนเลือดมาจับตัวที่ผนังของหลอดเลือดเนื่องจากมีการอักเสบหรือมีการไหลวนของเลือดในบริเวณที่มีการโป่งพอง ถ้าก้อนเลือดที่ผนังหลอดเลือดมีการหลุดไป ก็อาจไปอุดกั้นแขนงของหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้าได้ หรือการโป่งพองก็อาจจะทำให้มีการกดเบียดอวัยวะข้างเคียง
 

การวินิจฉัย

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้าโป่งพองส่วนใหญ่มักไม่มีอาการจึงมักจะเป็นการตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกายประจำปี หรือจากการตรวจหาโรคอื่น ๆ ปัจจุบันสมาคมแพทย์โรคหลอดเลือดแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา และแคนาดา แนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้าช่องท้องโป่งพองด้วยการทำอัลตราซาวด์ในช่องท้องในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ดังนี้
 

  • อายุระหว่าง 65 - 75 ปีที่มีประวัติสูบบุหรี่ *
  • อายุมากกว่า 60 ปี และมีญาติสนิท เช่น บิดาหรือพี่น้องป่วยเป็นโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้าโป่งพอง ฯลฯ **
และแนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในผู้ที่มีญาติสนิทป่วยเป็นโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้าในช่องอกโป่งพอง ซึ่งการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง 256 Slice CT Scan จะช่วยให้ผู้ป่วยสัมผัสรังสีน้อย เนื่องจากใช้เวลาประมาณ 0.27 วินาที และได้รับผลการตรวจที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น
 

การรักษา

ในกรณีที่ผู้ป่วยยังไม่มีอาการ การรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้าโป่งพองขึ้นกับความเสี่ยงในการแตกของหลอดเลือด ยิ่งมีขนาดใหญ่ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงในการแตกสูงกว่า ดังนั้นจึงแนะนำให้ผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดเออร์ต้าใหญ่หรือมีอัตราการโป่งขยายเร็ว ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการที่บ่งชี้ว่าหลอดเลือดมีความเสี่ยงในการแตกสูง เช่น ปวดท้อง หรือเจ็บหน้าอก หรือมีอาการจากการที่หลอดเลือดเออร์ต้ากดเบียดอวัยวะข้างเคียง ก็นับเป็นข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดเช่นเดียวกัน

ถ้าหลอดเลือดเออร์ต้ายังมีขนาดไม่ใหญ่ถึงขั้นที่จะต้องผ่าตัดก็แนะนำให้ตรวจติดตามต่อร่วมกับให้ยาลดความดันโลหิตเพื่อลดแรงดันเลือดที่กระทำต่อผนังหลอดเลือด นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการมีโรคหลอดเลือดหัวใจก็แนะนำให้ออกกำลังกาย หยุดสูบบุหรี่ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน และในกรณีที่ตรวจพบระดับไขมันในเลือดสูงก็อาจต้องให้ยาลดไขมันด้วย




ปัจจุบันการผ่าตัดโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้าโป่งพองมี 2 รูปแบบ คือ การผ่าตัดเปิดและการผ่าตัดใส่หลอดเลือดเทียมชนิดมีขดลวดถ่างขยายผ่านสายสวน (Endovascular Aneurysmal Repair) ซึ่งเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้าโป่งพอง เนื่องจากแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กกว่าและอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลต่ำกว่า โดยที่ให้ผลในการรักษาระยะยาวเทียบเท่ากับการผ่าตัดเปิด
“สถิติการรักษาหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในสภาวะฉุกเฉิน (แตก ปริ แตกเซาะ) มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนจนเสียชีวิตได้ถึง 50%  เมื่อเทียบกับการรักษาก่อนที่จะมีอาการ ซึ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงถึง 95%”


การรักษาหลอดเลือดแดงใหญ่โดยการใส่ขดลวดค้ำยันจากภายใน

การผ่าตัดรักษาโรคหัวใจยังคงได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะการผ่าตัดโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้าโป่งพองในรูปแบบการผ่าตัดเปิดและการผ่าตัดใส่หลอดเลือดเทียมนั้น ช่วยให้ผู้ป่วยหมดกังวลกับแผลผ่าตัดที่มีขนาดเล็กกว่าเดิม                  
       
ข้อมูลสุขภาพโดย นพ.อรรถภูมิ สู่ศุภอรรถ
ศัลยแพทย์หัวใจ เชี่ยวชาญเรื่องการผ่าตัดโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง
โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ โทร. 1719

อ้างอิง:
* U.S. Preventive Services Task Force (2005). Screening for Abdominal Aortic Aneurysm: Recommendation Statement (AHRQ Publication No. 05–0569-A). Rockville, MD: Agency for Healthcare Research and Quality. Also available online: http://www.ahrq.gov/clinic/uspstf/uspsaneu.htm


** Hirsch AT, et al. (2006). ACC/AHA 2005 practice guidelines for the management of patients with peripheral arterial disease (lower extremity, renal, mesenteric, and abdominal aortic): A collaborative report from the American Association for Vascular Surgery/Society for Vascular Surgery, Society for Cardiovascular Angiography and Interventions, Society for Vascular Medicine and Biology, Society of Interventional Radiology, and the ACC/AHA Task Force on Practice Guidelines (Writing Committee to Develop Guidelines for the Management of Patients With Peripheral Arterial Disease): Endorsed by the American Association of Cardiovascular and Pulmonary Rehabilitation; National Heart, Lung, and Blood Institute; Society for Vascular Nursing; TransAtlantic Inter-Society Consensus; and Vascular Disease Foundation. Circulation, 113(11): e463–e654.