HOSPITAL HOTLINE

โทรศัพท์
:
0 2310 3000
, หรือ
1719
(LOCAL CALLS)
   

 โรคหัวใจและการรักษา

การรักษา

การตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนแม่เหล็กไฟฟ้า (Cardiovascular MRI:CMR)


การตรวจหัวใจด้วยเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นการตรวจหัวใจที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  ไม่ได้ใช้รังสีเอ็กซ์เรย์  MRI (magnetic resonance imaging) เป็นเครื่องมือที่ใช้ภายนอก ( non-invasive) ซึ่งไม่ต้องใส่อุปกรณ์การตรวจเข้าไปในร่างกาย  MRIสามารถสร้างภาพที่มีรายละเอียดของโครงสร้างภายในของอวัยวะต่างๆ และสามารถแยกชนิดของเนื้อเยื่อแต่ละประเภทออกจากกันได้ การตรวจหัวใจด้วยเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถให้ทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวของหัวใจ และหลอดเลือด  ซึ่งแพทย์สามารถใช้ข้อมูลจากภาพ MRI เพื่อวินิจฉัยความผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ และวางแผนการรักษา
 

การตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนแม่เหล็กไฟฟ้า นำมาใช้เพื่อการประเมินและวินิจฉัยโรคดังต่อไปนี้
 
  • ประเมินโครงสร้างทางกายวิภาค การทำงาน และพยาธิสภาพของหัวใจแต่ละส่วน  เช่น กล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ ความผิดปกติของหลอดเลือด เป็นต้น
  • ช่วยในการวินิจฉัยโรคติดเชื้อและการอักเสบของหัวใจและหลอดเลือด(Cardiovascular) เช่น  การอักเสบและการติดเชื้อของกล้ามเนื้อหัวใจ หรือ เยื่อหุ้มหัวใจ
  • ประเมินความเสียหายจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ(Coronary Artery Disease) เช่น การถูกจำกัดการไหลเวียนเลือดเพื่อไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ และการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือแผลเป็นบริเวณกล้ามเนื้อหัวใจหลังเกิดหัวใจวาย(Heart Attack)
  • ใช้ในการวางแผนการรักษาแก่ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ติดตามประเมินความก้าวหน้าของโรค
  • ประเมินการเปลี่ยนแปลงหลังผ่าตัด โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
  • ประเมินโครงสร้างทางกายวิภาคภายในหัวใจและการไหลเวียนเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
 
นอกจากนี้การตรวจหัวใจด้วยเครื่องตรวจคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้ายังสามารถนำมาใช้ประกอบการวินิจฉัยโรคร่วมกับผลของการตรวจเอกซเรย์ (X-ray) หรือผลของเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือในบางครั้งแพทย์เลือกใช้การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล้กไฟฟ้าเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจที่ต้องใส่เครื่องมือเข้าสู่ร่างกาย และในผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เนื่องจากมีอาการแพ้อาหารทะเลอย่างรุนแรง แต่อย่างไรก็ตามการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในบางกรณีอาจต้องฉีดสารทึบแสง เพื่อให้เห็นภาพหัวใจ และหลอดเลือดชัดเจนมากขึ้น
 

ข้อห้ามสำหรับการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
 
  • สตรีมีครรภ์
  • คนที่มีอวัยวะเทียมที่เป็นโลหะหนักภายในร่างกาย ดังต่อไปนี้ คือ  ประสาทหูเทียม (cochlear implant)  คนที่มีเส้นเลือดโป่งพองแล้วได้รับการผ่าตัดใส่คลิปหนีบโลหะ  คนที่ใส่ขดลวดในหลอดเลือดโคโรนารีไม่เกิน 8 สัปดาห์   และคนที่มีเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ
  • คนที่ไม่สามารถนอนราบได้
  • คนที่เป็นโรคกลัวที่แคบ
  • คนที่มีโลหะฝังอยู่ในแก้วตา
  • คนทีมีตะกั่วฝังอยู่ในร่างกาย
 

ขั้นตอนการทำ MRI
 
ปกติการทำ MRI จะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมง แตกต่างกันตามลักษณะ อาการ และความซับซ้อนของโรค  โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและพยาบาล รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทางรังสี ดูแลตลอดระยะเวลาการตรวจหัวใจด้วนคลื่นสะท้อนไฟฟ้า
 

ก่อนการตรวจ
 
ควรถอดเครื่องประดับออก และเปลี่ยนชุดของโรงพยาบาลก่อนทำการตรวจ   ในผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการตรวจ stress MRI ซึ่งต้องมีการให้ยากระตุ้นหัวใจทางหลอดเลือด จะต้องงดอาหารก่อนการตรวจ 4 ชั่วโมง
 

ระหว่างตรวจ
 
เครื่องตรวจมีลักษณะเป็นอุโมงค์ เมื่อเข้าตรวจต้องอยู่ในท่านอนราบ ระหว่างการตรวจ  จะมีเสียงดังจากปฎกริยาของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในระหว่างการตรวจผู้ป่วยจะได้รับการใส่ ear plug เพื่อป้องกันเสียงดัง
ระยะเวลาตรวจ  ในบางรายอาจจะต้องได้รับการฉีดสารทึบแสงเพื่อช่วยเพิ่มความสามรถในการแสดงภาพอวัยวะภายในให้ชัดเจนขึ้น
 

หลังการตรวจ
 
สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
 
โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพมีประสบการณ์การตรวจวนิฉัยโรคหัวใจด้วยเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) อย่างยาวนาน  มีทีมสหสาขาวิชาชีพ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สามารถตรวจโรคหัวใจที่มีความซับซ้อน และการแปลผลที่แม่นยำ ตลอดระยะเวลาการตรวจเราคำนึงความปลอดภัย และความสะดวกสบายเป็นสำคัญ