อวัยวะในช่องท้องอย่างตับและตับอ่อน คืออวัยวะที่มีความซับซ้อนและมีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกาย หากเกิดความผิดปกติ เช่น มีการอักเสบเฉียบพลัน อักเสบเรื้อรัง รวมถึงเกิดก้อนเนื้อที่แบ่งออกเป็นเนื้องอกหรือซีสต์ (ถุงน้ำ) มักเปรียบเสมือนภัยเงียบที่ไม่ค่อยแสดงอาการในระยะเริ่มต้น หากไม่ได้สังเกตตนเองอาจนำมาสู่โรคที่ร้ายแรงได้ ดังนั้น การตระหนักรู้ ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ หมั่นสังเกตอาการความผิดปกติ และได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์อย่างทันท่วงที จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การรักษาโรคมีประสิทธิภาพและช่วยให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง
โรคตับต้องรู้ให้ไว
ตับเป็นอวัยวะขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่สำคัญหลายอย่าง หากตับเกิดความผิดปกติหรือโรคตับมักจะเป็นภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก โดยส่วนใหญ่พบได้บ่อยในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เพศชาย อายุ 40 ปีขึ้นไป ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง อาทิ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
การสังเกตตัวเองว่าตับมีความผิดปกติหรือไม่จะค่อนข้างยาก เนื่องจากถ้าตัวโรคยังเป็นไม่มากมักไม่ค่อยแสดงอาการ และมักจะเริ่มสังเกตได้ก็ต่อเมื่อมีความเสื่อมของตับพอสมควรแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งของความผิดปกติที่พบได้บ่อยจากการตรวจสุขภาพคือ การพบ “ก้อนเนื้อในตับ”ตรวจพบจาก imaging เช่น ultrasound / CT / MRI
ก้อนที่ตับคืออะไร
ก้อนที่ตับ คือ การตรวจพบความผิดปกติที่มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อหรือถุงน้ำภายในเนื้อตับ ซึ่งส่วนใหญ่มักพบจากการทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องในการตรวจสุขภาพประจำปี หรือในกรณีที่มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นแล้วแพทย์จึงสั่งตรวจเพิ่มเติม ก้อนที่พบนี้อาจเป็นได้ทั้งเนื้องอกชนิดธรรมดาหรือเนื้อร้าย ดังนั้นเมื่อตรวจพบจึงจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อแยกประเภทของก้อนเนื้อให้ชัดเจน
เนื้องอกในตับมีกี่ประเภท และแตกต่างกันอย่างไร
เมื่อพูดถึงเนื้องอกในตับ หลายคนมักนึกถึงมะเร็งเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก้อนเนื้อในตับที่พบไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอไป โดยทางการแพทย์สามารถแบ่งประเภทหลักได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
1. ก้อนเนื้อชนิดธรรมดา (Benign Liver Tumors)
เป็นก้อนเนื้อที่ไม่ใช่เนื้อร้าย มักเจริญเติบโตช้า ไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น และมักไม่อันตรายถึงชีวิต ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่
- ซีสต์ตับ (Liver Cyst): เป็นถุงน้ำที่มีน้ำอยู่ภายใน มักเป็นมาแต่กำเนิดและไม่กลายเป็นมะเร็ง
- เนื้องอกหลอดเลือดตับ (Hemangioma): เป็นก้อนเนื้อที่เกิดจากการรวมตัวกันของหลอดเลือดที่ผิดปกติในตับ ซึ่งเป็นเนื้องอกชนิดธรรมดาที่พบได้บ่อยที่สุด
2. ก้อนเนื้อชนิดเนื้อร้าย หรือ มะเร็งตับ (Malignant Liver Tumors)
เป็นก้อนเนื้อที่อันตรายและสามารถแพร่กระจายได้ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
- มะเร็งตับปฐมภูมิ (Primary Liver Cancer): มะเร็งที่จุดกำเนิดเกิดจากเซลล์ภายในตับโดยตรง เช่น โรคมะเร็งตับชนิดเซลล์ตับ (Hepatocellular Carcinoma)
- มะเร็งตับทุติยภูมิ (Secondary Liver Cancer): เป็นมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่นแล้วมาเติบโตเป็นก้อนเนื้อในตับ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งปอดที่ลามมาที่ตับ
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเนื้องอกชนิดธรรมดา vs เนื้องอกชนิดเนื้อร้าย (มะเร็งตับ)
|
ข้อเปรียบเทียบ |
เนื้องอกชนิดธรรมดา (Benign Tumor) |
เนื้องอกชนิดเนื้อร้าย / มะเร็งตับ (Malignant Tumor) |
|
ลักษณะการเติบโต |
โตช้า มักมีขอบเขตชัดเจน และ ไม่ลุกลาม ไปยังอวัยวะอื่น |
โตเร็ว ขอบเขตไม่ชัดเจน สามารถ แพร่กระจายและลุกลาม ไปยังอวัยวะใกล้เคียงได้ |
|
อาการเบื้องต้น |
ส่วนใหญ่มัก ไม่มีอาการ เว้นแต่ก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่จนไปเบียดทับอวัยวะอื่น |
อาจมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) หรือคลำพบก้อนที่หน้าท้อง |
|
ความเสี่ยง / สาเหตุ |
มักเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือเป็นเพียงถุงน้ำ (ซีสต์) |
สัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงชัดเจน เช่น ดื่มแอลกอฮอล์จัด ไวรัสตับอักเสบบี/ซี หรือภาวะไขมันพอกตับ |
|
แนวทางการรักษา |
แพทย์อาจนัดติดตามอาการเป็นระยะ (Follow-up) จะพิจารณาผ่าตัดเมื่อก้อนใหญ่หรือเริ่มมีอาการ |
ต้องรับการ รักษาทันที อาจใช้การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด หรือเทคโนโลยีทางการแพทย์อื่น ๆ ร่วมด้วย |
ก้อนเนื้อในตับเกิดจากสาเหตุใด
สำหรับปัจจัยที่ทำให้เกิดก้อนเนื้อในตับ มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการมีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ภาวะไขมันพอกตับ การได้รับสารพิษตกค้างอย่างสารอะฟลาทอกซิน รวมถึงผู้ที่มีภาวะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีเรื้อรัง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนกระตุ้นให้ตับเกิดการอักเสบและพัฒนาไปสู่การเกิดก้อนเนื้อได้
สังเกตด่วน! ก้อนเนื้อในตับอาการเป็นอย่างไร แบบไหนควรพบแพทย์
การสังเกตว่าตับมีความผิดปกติหรือไม่นั้นค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เนื่องจากอาการก้อนเนื้อที่ตับในระยะแรกมักไม่ค่อยแสดงออกให้เห็นชัดเจน อาการมักจะปรากฏให้สังเกตได้ก็ต่อเมื่อก้อนเนื้อเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือเริ่มส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ โดยสามารถสังเกตความผิดปกติได้ดังนี้
- มีอาการเบื่ออาหาร และน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ระบบย่อยอาหารผิดปกติ มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือท้องผูกเป็นประจำ
- รู้สึกปวด จุก แน่น หรือเจ็บในตำแหน่งที่ตับ คือบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา คลำพบก้อน
- หากอาการรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะมีภาวะท้องโตเนื่องจากมีน้ำสะสมในช่องท้อง
- ปัสสาวะมีสีเข้ม แม้จะดื่มน้ำมากแค่ไหนสีก็ไม่จางลง
- มีภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน)
สำหรับคนที่มีคำถามว่า เนื้องอกในตับอันตรายไหม? ความอันตรายนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของก้อนเนื้อ เมื่อมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยยืนยัน หากพบว่าเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็งตับ แพทย์จะทำการพิจารณาวางแผนการรักษาทันที
โรคตับอ่อนต้องรู้ให้ทัน ภัยเงียบที่รุนแรงไม่แพ้โรคตับ
ปัจจุบันสถานการณ์ของโรคมะเร็งตับอ่อนมีความคล้ายคลึงกันกับมะเร็งตับ แต่ความรุนแรงของมะเร็งตับอ่อนจะมากกว่า และมักพบในระยะลุกลาม ในขณะที่มะเร็งตับอาจตรวจพบได้ในระยะแรก ๆ จากการตรวจสุขภาพประจำปี หรือตรวจคัดกรองภาวะตับอักเสบ
ข้อมูลพบว่า ประมาณ 50% ของผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนที่มาพบแพทย์ มักเกิดการกระจายของโรคไปมากแล้ว ส่วนอีก 50% ที่ยังไม่มีการแพร่กระจาย สามารถผ่าตัดรักษาได้เพียง 25 – 30% ซึ่งการผ่าตัดรักษาเพื่อหวังผลหายขาดอาจมีการให้เคมีบำบัดหรือฉายแสงรักษาร่วมด้วย
ดังนั้นการตรวจพบโรคในระยะแรกเป็นสิ่งสำคัญ การตรวจสุขภาพประจำปีถือเป็นตัวช่วยคัดกรองความเสี่ยงช่วยค้นพบโรคในระยะเริ่มต้นหรือหากพบภาวะตับผิดปกติก็จะช่วยเพิ่มโอกาสของการรักษา รวมถึงอัตราการรอดชีวิตก็จะสูง ปัจจัยเสี่ยงสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ พันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวมีประวัติมาก่อน ควรเข้ารับการตรวจตับอ่อนด้วยอัลตราซาวนด์ (Ultrasonography) และตรวจเลือด
ผ่าตัดรักษาโรคตับและตับอ่อน
ในอดีตการผ่าตัดตับและตับอ่อนเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง มีภาวะแทรกซ้อน และต้องเปิดแผลใหญ่ แต่ในปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ การรักษาโรคตับและตับอ่อนสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาจใช้การผ่าตัดเปิดหน้าท้อง หรือผ่าตัดผ่านกล้อง ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของตัวโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วย โดยมีเทคโนโลยีการผ่าตัดดังนี้
- การผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก 3 มิติ (Advanced 3D Laparoscopic Surgery): ให้ความคมชัดของภาพสูง ช่วยให้ศัลยแพทย์เห็นอวัยวะภายในช่องท้องได้ชัดเจนขึ้น แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ผู้ป่วยเจ็บน้อยลง ฟื้นตัวไว และใช้เวลาพักฟื้นที่โรงพยาบาลสั้นลง
- การผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์ (Robot-Assisted Surgery): เป็นการพัฒนาเพื่อใช้ในอวัยวะที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัดตับและตับอ่อน
- การใช้สารทึบแสง (Indocyanine Green : ICG): เป็นการฉีดสารทึบแสงเพื่อตรวจเช็กตำแหน่งของก้อนเนื้อ และดูอวัยวะข้างเคียงที่สำคัญ เช่น เส้นเลือด ท่อน้ำดี หรือต่อมน้ำเหลืองรอบ ๆ บริเวณที่ได้รับการรักษา ซึ่งช่วยลดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การเปลี่ยนตับ (Liver Transplantation): ในกรณีที่ตับมีความเสียหายรุนแรงหรือตัวก้อนเนื้อมีลักษณะที่ไม่สามารถใช้วิธีการผ่าตัดทั่วไปได้ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาโดยการเปลี่ยนตับจากผู้บริจาค
ดูแลและป้องกันความเสี่ยงอย่างไรให้ตับและตับอ่อนแข็งแรง
การตรวจพบโรคในระยะแรกเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสของการรักษา ดังนั้นการป้องกันและดูแลตนเองจึงเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ ดังนี้
- เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองความเสี่ยงและค้นหาความผิดปกติในระยะเริ่มต้น
- หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย หากมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือปวดใต้ชายโครง ควรรีบพบแพทย์
- งดหรือลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดการทำงานหนักและการอักเสบของตับ
- หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ ควบคุมน้ำหนักและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
โรงพยาบาลที่ชำนาญการด้านการรักษาก้อนเนื้อที่ตับและตับอ่อน
หากพบความผิดปกติ มีก้อนที่ตับ หรือมีความกังวลเกี่ยวกับโรคตับอ่อน ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมให้การดูแลวินิจฉัยและรักษาอย่างครอบคลุม โดยมีการทำงานร่วมกันเป็นทีมระหว่างสหสาขาวิชาชีพ มีการประชุมวางแผนเพื่อเตรียมผู้ป่วยทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการผ่าตัดอย่างรัดกุม ดูแลโดยศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญ ร่วมกับความพร้อมของเทคโนโลยีเครื่องมือการผ่าตัดที่ทันสมัย เพื่อให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นความปลอดภัย และมุ่งหวังผลการรักษาที่ดี เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ
สรุปบทความ
ตับและตับอ่อนเป็นอวัยวะสำคัญที่มีความซับซ้อน โรคที่เกิดขึ้นกับอวัยวะเหล่านี้มักเป็นภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น ทั้งการเกิดก้อนเนื้อชนิดธรรมดา เนื้องอก หรือมะเร็ง การดูแลสุขภาพด้วยการตรวจสุขภาพประจำปี หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย และการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงอย่างแอลกอฮอล์ ถือเป็นเกราะป้องกันที่ดี หากพบความผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการประเมิน ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ทันสมัย แผลเล็ก ฟื้นตัวไว ซึ่งเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมาก
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับก้อนที่ตับและตับอ่อน
1. ก้อนเนื้อในตับรักษาหายไหม?
ก้อนเนื้อในตับสามารถรักษาให้หายได้ โดยเฉพาะหากตรวจพบในระยะเริ่มต้นและได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างรวดเร็ว โดยแนวทางการรักษาจะพิจารณาจากขนาด ชนิดของก้อนเนื้อ และสภาวะร่างกายของผู้ป่วยเป็นหลัก
2. ก้อนเนื้อในตับ สามารถกลายเป็นมะเร็งตับได้ทุกชนิดหรือไม่?
ไม่เสมอไป ก้อนเนื้อในตับมีทั้งชนิดธรรมดาอย่างซีสต์และชนิดเนื้อร้าย แพทย์จำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดด้วยภาพถ่ายทางรังสีหรือเจาะชิ้นเนื้อเพื่อยืนยันชนิดของก้อนเนื้ออย่างชัดเจน
3. มะเร็งตับอ่อน รุนแรงกว่ามะเร็งตับจริงหรือไม่?
มะเร็งตับอ่อนมักมีความรุนแรงและลุกลามได้รวดเร็วกว่า อีกทั้งมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้เมื่อตรวจพบมักอยู่ในระยะที่กระจายไปแล้วและมีโอกาสผ่าตัดรักษาได้น้อยกว่า
4. การผ่าตัดตับและตับอ่อนในปัจจุบัน น่ากลัวและพักฟื้นนานเหมือนแต่ก่อนไหม?
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก 3 มิติ และหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ทำให้แผลมีขนาดเล็กลง ลดความเจ็บปวด เสียเลือดน้อย และใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลสั้นลง
5. ปัสสาวะสีเข้มและตาเหลือง บ่งบอกถึงโรคอะไรได้บ้าง?
เป็นสัญญาณของภาวะดีซ่าน ซึ่งบ่งชี้ถึงความผิดปกติในการทำงานของตับ การอุดตันของท่อน้ำดี หรืออาจสัมพันธ์กับก้อนเนื้อบริเวณตับและตับอ่อน ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจทันที














