ความรู้เกี่ยวกับการรับประทานเลซิติน

3 นาทีในการอ่าน
ความรู้เกี่ยวกับการรับประทานเลซิติน

แชร์

สภาพสังคมไทยในปัจจุบันเริ่มมีความนิยมการใช้อาหารเสริมเพื่อบำรุงสุขภาพร่างกายอย่างหลากหลายมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างและทดแทนสิ่งที่สึกหรอ ฉะนั้นการเลือกรับประทานอาหารเสริมควรคำนึงถึงส่วนประกอบ แหล่งผลิตเพื่อให้ได้ผลอย่างแท้จริง นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการและผู้อำนวยการ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก Regenerative Clinic ผู้ชำนาญการด้านการดูแลป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ (Anti – Aging & Regenerative Medicine) ให้เกียรติเล่าถึง “ความรู้เกี่ยวกับการรับประทานเลซิติน” อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ

 

คุณหมอกล่าวว่า “คนไทยโดยส่วนใหญ่ อาจจะเคยได้ยินชื่อสารอาหารที่ชื่อ “เลซิติน” กันมาบ้างแล้ว เลซิตินจะพบได้ในอาหารหลากหลายชนิดจากผลิตภัณฑ์ทั้งพืชและสัตว์ เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด เมล็ดฝ้าย กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก แครอท เนื้อสัตว์ ปลา รวมทั้งไข่แดง นม เนย ถั่วลิสง เลซิตินยังขายในรูปผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เลซิตินที่ทำจากถั่วเหลืองนั้นนับเป็นผลิตภัณฑ์ที่พบได้ทั่วไปในท้องตลาดมากที่สุด”

photo

ในปัจจุบันมีการนำเลซิตินมาใช้มากมายเพื่อสุขภาพ ในวงการแพทย์ได้มีการศึกษาวิจัยพบว่า เลซิตินสามารถช่วยให้ลำไส้ลดการดูดซึมไขมัน คอเลสเตอรอล และช่วยให้ขับถ่ายไขมันออกมาทางอุจจาระมากขึ้น สามารถทำให้ระดับของคอเลสเตอรอลในเลือดลดลงได้ โครงสร้างของเลซิตินยังมีสารประกอบที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ โคลีน (Choline) ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างสารสื่อประสาทที่สำคัญของสมองคือ Acetylcholine หากร่างกายได้รับเลซิตินในปริมาณที่เพียงพอก็จะป้องกันและรักษาอาการผิดปกติของระบบประสาทบางประเภทได้

 

บทบาทและหน้าที่สำคัญของเลซิติน 

photo

  1. บำรุงสมองและป้องกันภาวะความผิดปกติของระบบประสาท
  2. ลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีและเสริมสร้างการทำงานของตับ
  3. ลดภาวะไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูง

 

 

การทำงานของเลซิตินต่อระบบสมองและประสาท

ปัจจุบันทางการแพทย์ได้ใช้เลซิตินในการบำบัดโรคทางสมองต่าง ๆ เช่น พาร์กินสัน (Parkinson’s), อัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease), โรคทางสมองที่เกิดจากเซลล์ประสาทขาดสาร Acetylcholine หรือคนชราที่ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม มีงานวิจัยพบว่า ผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการดีขึ้นเมื่อได้รับประทานเลซิตินวันละ 25 กรัม เป็นเวลาหลาย ๆ เดือนติดต่อกัน และการศึกษาในผู้ที่เป็นโรคความจำเสื่อม (Alzheimer’s Disease) พบว่าการให้โคลีนเป็นระยะเวลา 6 เดือนจะช่วยให้ความจำดีขึ้นได้ หรือการให้โคลีนร่วมกับยาที่ใช้รักษา (Cholinesterase Inhibitors) ก็ทำให้มีการพัฒนาความสามารถที่ต้องใช้ความจำด้วย สภาพสังคมในปัจจุบันคนส่วนใหญ่เกิดความเครียดสูง ทำให้เกิดอาการหลงลืม หงุดหงิด นอนไม่หลับ และอารมณ์เสียง่าย ซึ่งหากปล่อยไว้นาน ๆ อาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคเส้นประสาทเสื่อมได้ อาการดังกล่าวอาจบำบัดได้โดยการรับประทานเลซิติน

 

photo

 

การรับประทานเลซิตินต่อนิ่วในถุงน้ำดีและเสริมการทำงานของตับ

นิ่วในถุงน้ำดีเป็นโรคที่พบบ่อยมากขึ้น เนื่องจากการรับประทานอาหารสำเร็จรูปซึ่งมีไขมันสูง การรักษาแต่เดิมมักใช้วิธีผ่าตัด ต่อมาก็มีการพัฒนาการรักษาโดยการใช้ยาบางชนิดที่ช่วยละลายนิ่วป้องกันการอุดตันที่ท่อน้ำดี ในปัจจุบันมีการสลายนิ่วด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ แต่จากการศึกษาพบว่า นิ่วในถุงน้ำดีมีสาเหตุมาจากในน้ำดีมีปริมาณของไขมันคอเลสเตอรอลสูงจนเกินไป การทำงานของเลซิตินมีคุณสมบัติเป็นตัวทำละลายของน้ำดี ช่วยให้น้ำดีไม่จับตัวจนเป็นก้อนนิ่ว เนื่องจากเลซิตินเป็นสารธรรมชาติ ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมัน คือ ฟอสเฟต (Phosphate) และโคลีน (Choline) ซึ่งเป็นวิตามินกลุ่มเดียวกับวิตามินบี โคลีนมีส่วนช่วยให้เซลล์ตับมีการเผาผลาญไขมันได้อย่างปกติ ผู้มีปัญหาไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูงมักมีการสะสมของไขมันที่ตับหรือภาวะไขมันพอกตับ ส่งผลให้เซลล์ตับทำงานปกติ ทำให้ตับอักเสบและเป็นตับแข็งได้ในที่สุด เลซิตินจึงมีส่วนสำคัญในการช่วยบำรุงตับ ทำให้การทำงานของตับเป็นปกติ เหมาะกับผู้ที่ต้องการบำรุงตับ ผู้ที่ต้องเผชิญความเครียดเป็นประจำ หรือผู้ดื่มสุรา

 

การทำงานของเลซิตินในภาวะไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูง

ในปัจจุบันพบว่า ภาวะไขมันในหลอดเลือดสูง ปัญหาโรคหัวใจ และหลอดเลือดอุดตันเป็นโรคที่มีอัตราการตายสูงสุด ซึ่งในทางโภชนาการ การเลือกบริโภคอาหารให้ครบสัดส่วนที่ร่างกายต้องการร่วมกับการออกกำลังกายจะช่วยลดไขมันในหลอดเลือดได้ โดยการเลือกทานไขมันให้ถูกชนิดและในปริมาณที่เพียงพอจะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง สามารถลดระดับไขมันร้าย (LDL-C) และเพิ่มไขมันดี (HDL-C) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมองอุดตันได้ คนจึงหันมานิยมใช้น้ำมันพืชในการปรุงอาหารมากกว่าน้ำมันที่มาจากไขมันสัตว์ แต่การใช้น้ำมันพืชเพียงอย่างเดียวก็ไม่ใช่ทางออกที่ดี ดังนั้นการรับประทานเลซิตินจากถั่วเหลืองเพื่อเพิ่มการขับไขมันคอเลสเตอรอลจึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะการรับประทานไขมันไม่ว่าจากสัตว์หรือพืชในปริมาณมากก็ยังเป็นสาเหตุที่กระตุ้นการอักเสบในร่างกายได้ ถ้าบริโภคในปริมาณที่ไม่เหมาะสม

คุณหมอกล่าวเสริมว่า “จากผลงานการวิจัยต่าง ๆ พบว่าเลซิตินเป็นสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายอย่างมาก ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท บำรุงสมอง ช่วยเพิ่มความสามารถการเรียนรู้ จดจำ ช่วยป้องกันละลายนิ่วในถุงน้ำดี บำรุงตับ ลดระดับไขมันคอเลสเตอรอล ภาวะหลอดเลือดอุดตันและโรคหัวใจ ควรเลือกรับประทานเลซิตินภายใต้มาตรฐานการผลิตยาที่มีการรับรองคุณภาพเพื่อร่างกายจะได้รับเลซิตินที่บริสุทธิ์ ปราศจากสารปนเปื้อน”

photo

แชร์