ปัญหาบนเตียงพบได้บ่อยกว่าที่ผู้ชายหลายคนคิดและมีความหมายมากกว่าที่คิด เพราะภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศไม่ใช่โรคในตัวเอง แต่เป็น “สัญญาณ” ที่ร่างกายส่งถึงเรา การเข้าใจสัญญาณนี้ไม่เพียงช่วยเรื่องชีวิตบนเตียง แต่ยังช่วยปกป้องหัวใจ สุขภาพระยะยาว และความสบายใจของคุณอีกด้วย
ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศคืออะไร
ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction หรือ ED) คือ ภาวะที่องคชาตไม่แข็งตัวหรือแข็งตัวได้ไม่นานพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างน่าพอใจ โดยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือคำว่า “ต่อเนื่อง” เพราะผู้ชายเกือบทุกคนเคยมีคืนที่แข็งตัวไม่เต็มที่บ้างจากความเหนื่อยล้า ความเครียด แอลกอฮอล์ หรือวันที่ไม่สบาย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ จะถือว่าเป็นปัญหาทางการแพทย์ก็ต่อเมื่อเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ต่อเนื่องหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
ภาวะนี้พบได้บ่อยมาก ประมาณ 4 ใน 10 คนของผู้ชายวัย 40 ปีมีอาการภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศไม่มากก็น้อยและสูงถึงเกือบ 9 ใน 10 คนเมื่ออายุ 70 ปีขึ้นไป ที่สำคัญคือภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศไม่ใช่ปัญหาของผู้สูงอายุอีกต่อไป เพราะปัจจุบันพบในผู้ชายอายุต่ำกว่า 40 ปีประมาณ 1 ใน 10 คนเช่นกัน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ในผู้ชายส่วนใหญ่ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศไม่ใช่โรคในตัวเอง แต่เป็น “สัญญาณ” เตือนว่าร่างกายกำลังมีบางอย่างผิดปกติ ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศมักเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าร่างกายกำลังมีปัญหาสุขภาพที่ลึกกว่า เช่น หลอดเลือด ฮอร์โมน หรือสภาพจิตใจซ่อนอยู่
ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศเกิดจากอะไร
การแข็งตัวขององคชาตเป็นการทำงานร่วมกันของหลายระบบ ทั้งสมอง เส้นประสาท ฮอร์โมน และหลอดเลือด เมื่อเกิดอารมณ์ทางเพศ สมองจะส่งสัญญาณผ่านเส้นประสาทไปยังองคชาต เกิดการหลั่งสารไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) ที่ทำให้กล้ามเนื้อภายในองคชาตคลายตัว เลือดจึงไหลเข้ามาเติมโพรงองคชาต จากนั้นแรงดันจะปิดกั้นหลอดเลือดดำไว้ องคชาตจึงแข็งตัว เมื่อเสร็จกิจกรรมกล้ามเนื้อจะหดตัว เลือดไหลออก องคชาตก็กลับสู่ภาวะปกติ
ด้วยเหตุที่หลายระบบต้องทำงานร่วมกัน ความผิดปกติเพียงจุดใดจุดหนึ่งก็ทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ สาเหตุสำคัญแบ่งได้เป็นกลุ่ม ดังนี้
- ปัญหาหลอดเลือด พบได้บ่อยที่สุด โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน และภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง เลือดจึงไปเลี้ยงองคชาตได้น้อยลง
- ปัญหาเส้นประสาท เบาหวาน การบาดเจ็บไขสันหลัง โรคทางระบบประสาท หรือการผ่าตัดบริเวณอุ้งเชิงกรานหรือต่อมลูกหมาก อาจรบกวนสัญญาณประสาทที่ควบคุมการแข็งตัว
- ความผิดปกติของฮอร์โมน ฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรนต่ำ ภาวะไทรอยด์ผิดปกติ หรือความผิดปกติของฮอร์โมนอื่น ทำให้ความต้องการลดลงและการแข็งตัวแย่ลง
- จิตใจและอารมณ์ ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ปัญหาความสัมพันธ์ และความกังวลเรื่องผลงานบนเตียง มักเป็นวงจรที่เสริมซึ่งกันและกันกับปัญหาทางร่างกาย
- ยาและพฤติกรรมการใช้ชีวิต การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์หนัก และสารเสพติด ล้วนส่งผลเสียต่อการแข็งตัว ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันบางตัวหรือยาต้านซึมเศร้าก็อาจมีผล ห้ามหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
- โรคเรื้อรังอื่น ๆ โรคไต โรคตับ โรคอ้วน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (ภาวะนอนกรน) ล้วนสัมพันธ์กับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
ในความเป็นจริงผู้ชายส่วนใหญ่มักมีหลายสาเหตุร่วมกัน ไม่ใช่เพียงสาเหตุเดียว จึงควรตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียด
กลุ่มเสี่ยงภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
ผู้ชายทุกคนมีโอกาสเกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่
- อายุมากกว่า 40 ปี (ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ)
- เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง
- น้ำหนักเกินหรือรอบเอวหนา
- สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์จัด หรือใช้สารเสพติด
- ขาดการออกกำลังกาย
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือนอนหลับไม่เพียงพอเรื้อรัง
- ภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ
- เครียด วิตกกังวล ซึมเศร้าสะสม
- เคยผ่าตัดอุ้งเชิงกราน/ต่อมลูกหมาก หรือใช้ยาบางชนิดต่อเนื่อง
อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศเป็นอย่างไร
- อวัยวะเพศไม่แข็งตัวตอนเช้า
- อวัยวะเพศไม่แข็งตัวเมื่อมีสิ่งเร้า
- อวัยวะเพศแข็งตัวไม่นานพอสำหรับการมีเพศสัมพันธ์
- ความต้องการทางเพศลดลง
ตรวจวินิจฉัยภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศอย่างไร
- แพทย์ทำการซักประวัติความต้องการทางเพศลักษณะการแข็งตัวความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์ประวัติการเจ็บป่วย
- ตรวจร่างกายประเมินความผิดปกติที่อวัยวะเพศ ขนาดของลูกอัณฑะ อาจตรวจต่อมลูกหมาก
- ตรวจเลือดเพื่อดูโรคประจำตัว เช่น น้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด การทำงานของตับและไต
- ตรวจภาวะหลอดเลือดตีบที่อาจส่งผลต่อการแข็งตัว
- ตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก
- ตรวจหาระดับฮอร์โมนเพศชายและฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยที่มีความต้องการทางเพศลดลง
- กรณีรุนแรงแพทย์อาจตรวจหาความผิดปกติในเส้นเลือดของอวัยวะเพศ (Penile Doppler ultrasound)
แนวทางการรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
- ปรับพฤติกรรม รากฐานของการรักษา การออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ปรับอาหาร เลิกบุหรี่ และนอนให้เพียงพอ ช่วยให้อาการดีขึ้นได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่อายุน้อยหรือมีภาวะเมแทบอลิก
- ควบคุมโรคเรื้อรัง (NCDs) เช่น ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต ไขมัน การแก้ภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ มักช่วยให้การแข็งตัวดีขึ้น หากยาประจำตัวเป็นสาเหตุแพทย์อาจปรับเปลี่ยนยาให้
- ยารับประทาน (กลุ่มยับยั้งเอนไซม์ PDE5) เช่น ซิลเดนาฟิล ทาดาลาฟิล ช่วยให้กล้ามเนื้อองคชาตคลายตัวและเลือดไหลเข้าได้ดี โดยต้องรับประทานก่อนมีเพศสัมพันธ์ ประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมงแต่อาจไม่ได้ผลกับทุกคนข้อควรระวังคือห้ามใช้ร่วมกับยากลุ่มไนเตรตสำหรับโรคหัวใจควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
- ยาสอดทางท่อปัสสาวะ ช่วยให้อวัยวะเพศแข็งตัว เหมาะกับที่ใช้ยาแบบรับประทานแล้วไม่ได้ผล หรืออาจใช้ร่วมกับการรักษาแบบอื่น ๆ ได้ โดยการใส่ยาเข้าทางท่อปัสสาวะจะอยู่ได้นาน 30 – 60 นาทีและต้องใช้ยางรัดเพื่อให้อวัยวะเพศแข็งตัวนานผลข้างเคียงที่พบคือระคายเคืองท่อปัสสาวะอัณฑะอาจมีเลือดออกจากท่อปัสสาวะ
- กระบอกสุญญากาศ (Vacuum Constriction Devices) รักษาโดยใช้กระบอกพลาสติกสวมครอบอวัยวะเพศ เมื่อดูดลมในกระบอกออกจนเป็นสุญญากาศ เลือดจะวิ่งเข้ามาในอวัยวะเพศ ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวได้ หากจะให้ใช้งานต่อได้ หลังเอากระบอกออกต้องใช้ยางรัดที่โคนอวัยวะเพศ เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับเข้าสู่ร่างกาย
- ยาฉีดขยายหลอดเลือดเข้าองคชาต (Intracavernosal Injection – ICI) ใช้ในกรณีที่ไม่ตอบสนองต่อยารับประทาน โดยฉีดยาขยายหลอดเลือดเข้าสู่องคชาตโดยตรง ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและอวัยวะเพศแข็งตัวได้ภายในประมาณ 10 นาที โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งเร้าทางเพศ ปัจจุบันทางโรงพยาบาลให้บริการยาฉีดกลุ่ม Alprostadil
- การรักษาเชิงฟื้นฟูด้วย PRP (Platelet – Rich Plasma) เป็นทางเลือกที่นำเลือดของผู้รับการรักษามาแยกเกล็ดเลือดและพลาสมาที่เข้มข้นสูง แล้วฉีดเข้าหลายจุดของอวัยวะเพศ เช่น ฐาน ลำตัว และส่วนปลาย ต่างจากยาฉีดขยายหลอดเลือดตรงที่ PRP ไม่ได้ทำให้แข็งตัวทันที แต่มุ่งฟื้นฟูเนื้อเยื่อ ผลจึงค่อยเป็นค่อยไป เริ่มเห็นภายใน 2 – 4 สัปดาห์ และดีขึ้นต่อเนื่องภายใน 2 – 3 เดือน ทั้งนี้ PRP สำหรับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศยังเป็นทางเลือกที่หลักฐานอยู่ระหว่างการศึกษา และยังไม่ใช่การรักษามาตรฐานตามแนวทางสากล
- การผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม (Placement of Penile Implant) ใช้ในผู้ป่วยที่อาการรุนแรง ไม่สามารถรักษาให้ดีขึ้นด้วยวิธีอื่นได้หรือรักษาแล้วไม่ได้ผล การผ่าตัดต้องวางแผนและทำโดยแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญเท่านั้น เพราะอุปกรณ์จะถูกฝังในร่างกายทั้งหมด หลังผ่าตัดอาจบวมและเจ็บเล็กน้อย ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- การใช้คลื่นเสียงความถี่ต่ำ (Shockwave therapy) เทคโนโลยีที่ช่วยให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ขึ้นในอวัยวะเพศ ทำให้เกิดการฟื้นฟูและรักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพ โดยใช้คลื่นเสียงความถี่ต่ำกระแทกจากภายนอกไปบนอวัยวะเพศ ต้องเข้ารับการรักษาสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ เพื่อให้การแข็งตัวของอวัยวะเพศดีขึ้น
- การให้คำปรึกษาด้านจิตใจ หากเกิดความเครียด ความวิตกกังวล หรือปัญหาความสัมพันธ์ แนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์พร้อมกับคู่ชีวิตเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดี
ภาวะแทรกซ้อนจากการหย่อนสมรรถภาพทางเพศคืออะไร
มีงานวิจัยพบว่า ผู้ชายที่มีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศมีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้น ดังนี้
- เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวมสูงขึ้นประมาณ 45%
- เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสูงขึ้นประมาณ 50%
- เสี่ยงต่อกล้ามเนื้อหัวใจตายสูงขึ้นประมาณ 55%
- เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) สูงขึ้นประมาณ 36%
นอกจากนี้ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศยังสัมพันธ์กับโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานซึ่งผลกระทบไม่ได้มีแค่ทางร่างกายแต่ผู้ชายหลายคนสูญเสียความมั่นใจรู้สึกเครียดหงุดหงิดและกังวลว่าจะทำให้คู่ผิดหวังส่วนคู่ของผู้ป่วยก็อาจรู้สึกว่าถูกปฏิเสธหรือวิตกกังวลจนนำไปสู่วงจรของการเงียบดังนั้นหากตรวจพบสาเหตุตั้งแต่แรกๆย่อมช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนของภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้
หย่อนสมรรถภาพทางเพศอาจเป็นสัญญาณเตือนสุขภาพ
ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศอาจเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงองคชาตมีขนาดเล็กกว่าหลอดเลือดหัวใจจึงมักเกิดการตีบหรืออุดตันก่อน
- เมื่อไขมันสะสมตามผนังหลอดเลือด หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงองคชาตจะได้รับผลกระทบก่อน ทำให้เกิดอาการหย่อนสมรรถภาพหลายปีก่อนที่โรคหลอดเลือดหัวใจจะแสดงอาการ เช่น เจ็บหน้าอกหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย
- งานวิจัยพบว่าผู้ชายที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมากกว่า 2 ใน 3 มีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศนำมาก่อนการเกิดอาการทางหัวใจ
- ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศอาจเป็นสัญญาณแรกก่อนจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน
- เมื่อเกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศควรมองว่าเป็นสัญญาณเตือนความผิดปกติที่ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว
ป้องกันภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้อย่างไร
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- ควบคุมน้ำหนัก ความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด และไขมันให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
- กินอาหารดีต่อหัวใจ เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา ถั่ว และน้ำมันมะกอก
- เลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มแอลกอฮอล์
- นอนหลับให้เพียงพอ
- จัดการความเครียดอย่างเหมาะสม
- ตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี
อาหารและพฤติกรรมควรเลี่ยงเพื่อดูแลสมรรถภาพทางเพศ
- อาหารแปรรูปสูงและอาหารจานด่วน
- เครื่องดื่มรสหวานและของหวานปริมาณมาก
- แป้งขัดสีขาว เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว ในปริมาณมาก
- เนื้อแดงและเนื้อแปรรูปมากเกินไป
- อาหารเค็มจัด
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่
ควรเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา ถั่ว ถั่วเปลือกแข็ง และน้ำมันดี เช่น น้ำมันมะกอก ซึ่งเป็นรูปแบบการกินที่ดีต่อทั้งหัวใจและหลอดเลือด
โรงพยาบาลที่ชำนาญการดูแลรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
ศูนย์โรคทางเดินปัสสาวะโรงพยาบาลกรุงเทพพร้อมให้การดูแลรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มากด้วยประสบการณ์เครื่องมือที่ทันสมัยและทีมสหสาขาที่พร้อมดูแลให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดเพื่อให้กลับมามั่นใจในสุขภาพเพศชายในทุกวัน
แพทย์ที่ชำนาญการดูแลรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
นพ.สรวีร์ วีระโสภณ ศัลยแพทย์ยูโรวิทยา ศูนย์โรคทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลกรุงเทพ ชำนาญด้านสุขภาพเพศชายและเวชศาสตร์ทางเพศ ครอบคลุมภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ความผิดปกติของฮอร์โมนเพศชาย โรคองคชาตคด (Peyronie’s) และการผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียมรวมถึงการผ่าตัดผ่านกล้องและผ่านหุ่นยนต์
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง
สอบถามเพิ่มเติมที่
ศูนย์โรคทางเดินปัสสาวะ
ชั้น 3 อาคาร C โรงพยาบาลกรุงเทพ
เปิดให้บริการ ทุกวัน 08.00 – 15.00 น.
0 2310 3009, 1719
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศเป็นเรื่องธรรมดาของวัยที่ต้องยอมรับใช่หรือไม่
การแข็งตัวเปลี่ยนไปตามอายุได้จริง แต่ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศไม่ใช่สิ่งที่ต้องทนยอมรับ ไม่ว่าอายุเท่าไรก็สามารถทำให้ดีขึ้นได้ และมักชี้ไปยังสาเหตุที่รักษาได้ จึงควรปรึกษาแพทย์มากกว่าปล่อยทิ้งไว้
ถ้ามีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศบ่งบอกว่าจะเป็นโรคหัวใจในอนาคตหรือไม่
ไม่เสมอไป แต่ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ได้รับการยอมรับจึงเป็นเหตุผลที่ดีในการตรวจความดัน น้ำตาล และไขมันเพื่อจัดการความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ
ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศรักษาหายหรือไม่
การรักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่ต้นเหตุช่วยให้ผู้ชายจำนวนมากกลับมาแข็งตัวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่อายุน้อยและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ส่วนในรายที่ไม่หายขาดก็สามารถควบคุมอาการได้ดี
ยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศอันตรายไหม
การใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์เฉพาะทางในผู้ชายส่วนใหญ่ได้ผลดี ทั้งนี้ห้ามใช้ร่วมกับยากลุ่มไนเตรตสำหรับโรคหัวใจและไม่ควรซื้อยามารับประทานเองโดยเด็ดขาด ต้องพบแพทย์ก่อนใช้ยาเท่านั้น
ฮอร์โมนเพศชายต่ำทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ไหม
ฮอร์โมนเพศชายต่ำมีส่วนทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศและความต้องการลดลงได้ แต่เป็นเพียงหนึ่งในหลายสาเหตุ การตรวจเลือดในตอนเช้าช่วยประเมินระดับฮอร์โมนได้ และมีการรักษาเมื่อพบว่าต่ำจริง
การลดน้ำหนักและออกกำลังกายช่วยภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้จริงไหม
จริง เพราะผู้ชายจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่น้ำหนักเกินหรือขาดการออกกำลังกาย หากออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดน้ำหนัก และกินอาหารดีขึ้น ช่วยให้การแข็งตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมทั้งปกป้องหัวใจได้ด้วย
ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศหายเองได้ไหม
หากมีอาการเป็นครั้งคราวมักหายเอง แต่หากเป็นต่อเนื่องมักมีสาเหตุที่ทำให้ไม่หายและอาจแย่ลงหากปล่อยไว้
Reference:
- Shamloul R, Ghanem H. Erectile dysfunction. Lancet. 2013;381(9861):153-165.
- Ergun O, Kim K, Kim MH, et al. Low-intensity shockwave therapy for erectile dysfunction. Cochrane Database Syst Rev. 2025;7:CD012650.
- Rew KT, Heidelbaugh JJ. Erectile dysfunction. Am Fam Physician. 2016;94(10):820-827.
- McVary KT. Clinical practice. Erectile dysfunction. N Engl J Med. 2007;357(24):2472-2481.
- Rajfer J, Aronson WJ, Bush PA, Dorey FJ, Ignarro LJ. Nitric oxide as a mediator of relaxation of the corpus cavernosum in response to nonadrenergic, noncholinergic neurotransmission. N Engl J Med. 1992;326(2):90-94.
- Gandaglia G, Briganti A, Jackson G, et al. A systematic review of the association between erectile dysfunction and cardiovascular disease. Eur Urol. 2014;65(5):968-978.
- Mostafaei H, Mori K, Hajebrahimi S, et al. Association of erectile dysfunction and cardiovascular disease: an umbrella review of systematic reviews and meta-analyses. BJU Int. 2021;128(1):3-11.
- Terentes-Printzios D, Ioakeimidis N, Rokkas K, Vlachopoulos C. Interactions between erectile dysfunction, cardiovascular disease and cardiovascular drugs. Nat Rev Cardiol. 2022;19(1):59-74.
- American Diabetes Association Professional Practice Committee. 4. Comprehensive medical evaluation and assessment of comorbidities: Standards of Care in Diabetes—2026. Diabetes Care. 2026;49(Suppl 1):S59-S85.
- Burnett AL, Nehra A, Breau RH, et al. Erectile dysfunction: AUA guideline. J Urol. 2018;200(3):633-641.
- Lee H, Hwang EC, Oh CK, et al. Testosterone replacement in men with sexual dysfunction. Cochrane Database Syst Rev. 2024;1:CD013071.
- American Psychiatric Association. Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders. 5th ed, text revision. Washington, DC: American Psychiatric Publishing; 2022.
- Gao J, Zhang Y, Li H, Gao P, Zhang X. Different evaluations exist between men with erectile dysfunction and their female partners when using erectile hardness model: an interesting, observational, and cross-sectional field survey. Biomed Res Int. 2019;2019:8176387.
- Dong JY, Zhang YH, Qin LQ. Erectile dysfunction and risk of cardiovascular disease: meta-analysis of prospective cohort studies. J Am Coll Cardiol. 2011;58(13):1378-1385.















