การวินิจฉัยโรคด้วย PET/CT Scan
ในปัจจุบันโรคที่เป็นสาเหตุของการตายสูงสุด 3 อันดับแรกในประเทศไทย คือ โรคหัวใจและหลอดเลือด อุบัติเหตุ และโรคมะเร็ง ในประเทศที่พัฒนาแล้ว อัตราการเกิดโรคมะเร็งและอัตราการตายด้วยมะเร็งเป็นปัญหาที่สำคัญ ประเทศไทยเรากำลังก้าวเข้าสู่การพัฒนา อัตราการเกิดโรคมะเร็งจึงสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง นอกจากการรักษาที่ได้มาตรฐานแล้ว การวินิจฉัยโรคให้ได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก การกำหนดระยะของโรค หรือ Staging เปรียบเสมือนหางเสือเรือที่จะนำทางไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับระยะของโรค ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก และหากมีการตรวจใดๆ ที่สามารถประเมินผลการรักษาได้ ในขณะที่กำลังให้การรักษา ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วย ในการจะพิจารณาเปลี่ยนแปลงการรักษา แทนที่จะรักษาจนเสร็จสิ้น แล้วจึงพบว่าการรักษานั้นไม่ได้ผล นอกจากนี้ผู้ป่วยมะเร็งย่อมอยากทราบว่าโรคของตนจะมีการดำเนินไปอย่างไร โอกาสหายมีมากน้อยเพียงใด ถ้ามีเครื่องมือตรวจชิ้นใดที่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งจะสามารถวางแผนชีวิตได้ดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตหลังรับการรักษาได้ตามปกติ เมื่อใดก็ตามที่มีข้อสงสัยว่าจะมีการกลับเป็นซ้ำของมะเร็ง ถ้ามีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพอย่างสูงสุดสามารถตอบข้อสงสัยนี้ได้ ก็จะทำให้การวางแผนการรักษาของผู้ป่วยนั้นถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด
ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ในปัจจุบัน มนุษย์สามารถพัฒนาเครื่องมือ ที่ตอบสนองความต้องการดังกล่าวข้างต้นของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง เครื่องมือชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า PET/CT
PET/CT คืออะไร?
การตรวจ PET/CT เป็นการถ่ายภาพทางด้านรังสีโดยใช้สารเภสัชรังสี ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในการเผาผลาญพลังงานในระดับเซล ร่วมกับการถ่ายภาพเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ CT Scan ซึ่งให้ข้อมูลด้านกายภาพที่ค่อนข้างชัดเจน ทำให้ PET/CT สามารถตรวจวินิจฉัยโรคได้ด้วยความไว (Sensitivity) ที่สูงมาก
ประโยชน์ที่นำมาใช้ในทางคลินิก คือ
- โรคมะเร็ง
- โรคสมอง
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
PET/CT มีหลักการอย่างไร
หลักการของ PET/CT ในการตรวจมะเร็ง
จะใช้สารเภสัชรังสี FDG หรือ Fluorodeoxyglucose ซึ่งเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งที่มีสารรังสีอยู่ภายในโมเลกุล ฉีดเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย เซลที่เป็นมะเร็งจะไม่สามารถนำน้ำตาลชนิดนี้ไปใช้ ทำให้มีการตกค้างของสารนี้ในเซลที่ผิดปกติ และเนื่องจากเป็นสารังสี เราจึงสามารถใช้เครื่องมือเพื่อตรวจหาการตกค้างของสารรังสีเหล่านี้ในอวัยวะต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตามกลุ่มโรคติดเชื้อเรื้อรังซึ่งพบได้บ่อยในประเทศเขตร้อน เช่น วัณโรคก็อาจตรวจพบได้ด้วย PET/CT ผลที่เกิดขึ้นทำให้ ความแม่นยำ ในการแปลผลมะเร็งของ PET/CT ลดลง อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่เราได้รับ คือสามารถตรวจพบมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ ซึ่งไม่เคยมีวิธีใดทำได้มาก่อน
ประโยชน์ของ PET/CT สำหรับโรคมะเร็ง
ข้อบ่งชี้การตรวจ PET/CT
ที่เด่นชัดและนิยมใช้กันมากที่สุดได้แก่การตรวจโรคมะเร็ง การนำ PET/CT มาใช้กับโรคมะเร็งมีประโยชน์ในแง่
-
บอกระยะหรือขั้นของมะเร็ง (Staging)
-
ใช้ประเมินผลระหว่างการรักษา (Therapy monitoring)
-
ในบางกรณีสามารถทำนายการดำเนินของโรค หรือโอกาสในการหายจากโรคได้ (Prognosis)
-
ใช้ตรวจในกรณีสงสัยมะเร็งกลับเป็นซ้ำหรือแพร่กระจาย (Re-Staging)
ในปัจจุบัน เริ่มมีการนำ PET/CT มาใช้ในการตรวจหามะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรกมากขึ้น
การบอกระยะของโรคด้วย PET/CT (Staging)
การรักษามะเร็งในปัจจุบันพัฒนาขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การฉายแสง หรือการให้เคมีบำบัดเป็นต้น เมื่อผู้ป่วยทราบว่าตนเองเป็นมะเร็ง ย่อมต้องหาวิธีการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม การเลือกวิธีการรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคมะเร็ง หรือบรรเทาอาการลง โดยผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์สูงสุด และมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด การกำหนดระยะของโรคเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการพิจารณาเลือกวิธีการรักษา ซึ่งทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่น้อยหรือมากเกินไป เครื่องมือที่สามารถทำให้การกำหนดระยะของโรค ทำได้แม่นยำมากขึ้น คือ PET/CT
PET/CT สามารถกำหนดระยะของโรคมะเร็งได้อย่างแม่นยำในมะเร็งหลายชนิด
เช่นมะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับอ่อน เป็นต้น เราพบว่าการกำหนดระยะของมะเร็งที่ถูกต้องด้วย PET/CT จะทำให้แพทย์ผู้รักษาสามารถวางแผนการรักษา ด้วยวิธีการรักษาให้สอดคล้องกับระยะของโรคที่ถูกต้อง จากสถิติพบว่า หลังจากที่ผู้ป่วยมะเร็งปอดได้รับการตรวจด้วย PET/CT แพทย์ผู้รักษาจะเปลี่ยนแปลงวิธีการรักษาให้ผู้ป่วย 10-40 รายในผู้ป่วย 100 ราย หรือในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลำคอ หลังการตรวจด้วย PET/CT เพื่อบอกระยะของโรค แพทย์จะเปลี่ยนแปลงการรักษาให้สอดคล้องกับระยะของโรคในผู้ป่วย 25 คนในผู้ป่วย 100 คน
การใช้ PET/CT ในการตรวจหามะเร็งในระยะเริ่มแรก
เนื่องจาก PET/CT เป็นการตรวจที่ตรวจได้ในระดับเซล
ทำให้มีศักยภาพในการตรวจหามะเร็งระยะเริ่มแรก อย่างไรก็ตามในประเทศตะวันตกยังไม่แนะนำให้ใช้การตรวจนี้เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็ง โดยมีแนวคิดว่าการใช้ PET/CT อาจยังไม่คุ้มค่านัก การใช้ PET/CT ให้ได้ประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด ควรต้องมีการคัดเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสม ในทางตรงข้ามพบว่า ประเทศในซีกโลกตะวันออก เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่งมีวิวัฒนาการในการใช้ PET/CT อย่างสูง ได้มีการศึกษาการใช้ PET/CT คัดกรองผู้ป่วยที่สงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งอย่างกว้างขวาง ด้วยมุมมองที่แตกต่างออกไปว่าการใช้ PET/CT ในกรณีดังกล่าวอาจไม่คุ้มค่าในแง่เศรษฐศาสตร์ แต่ถ้าการตรวจนั้นสามารถให้ข้อมูลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลด้านมะเร็งเพิ่มขึ้นในกรณีที่การตรวจอื่นไม่สามารถบอก
การตรวจ PET/CT เป็นการตรวจที่ให้ความไวสูงมาก ความผิดปกติที่เกิดจากภาวะอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มโรคติดเชื้อเรื้อรังซึ่งพบได้บ่อยในประเทศเขตร้อน ยกตัวอย่างเช่น วัณโรค ก็อาจตรวจพบได้ด้วย PET/CT ผลที่เกิดขึ้นทำให้ ความแม่นยำของการแปลผลมะเร็งของ PET/CT ลดลง
เนื้องอกที่เป็นมะเร็งส่วนใหญ่ สามารถตรวจพบได้ด้วย PET/CT
โดยการใช้สาร FDG แต่ยังมีเนื้อมะเร็งบางชนิด ที่ไม่มีความผิดปกติของการเผาผลาญน้ำตาลชนิดนี้ จึงทำให้มะเร็งดังกล่าวไม่สามารถตรวจได้ด้วยการฉีดสาร FDG ที่ใช้เป็นประจำ ตัวอย่างเช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งสมองบางชนิด เป็นต้น อย่างไรก็ตามมะเร็งเหล่านั้นสามารถตรวจพบได้ด้วยสารเภสัชรังสีตัวอื่น
ยังมีปัจจัยที่มีผลต่อการตรวจพบมะเร็งอื่นๆ อีก
ได้แก่ ขนาดของเนื้องอก PET/CT สามารถตรวจพบขนาดของรอยโรคที่เล็กสุด คือ 5-7 mm. นอกจากนี้ จำนวนของเซลล์มะเร็งที่อยู่ในรอยโรคนั้นก็มีส่วนสำคัญ ถ้าจำนวนเซลล์มะเร็งน้อย หรือ มะเร็งที่สร้างสารจำพวก mucin จะไม่สามารถตรวจพบได้ด้วย PET/CT
สารเภสัชรังสีที่ชื่อ FDG อยู่ในร่างกายของผู้ป่วยจะถูกขับออกทางปัสสาวะและสามารถจับอยู่ในผนังของสำไส้ได้ ดังนั้น FDG เหล่านี้จะบดบังรอยโรคในทางเดินปัสสาวะและรอยโรคเล็กๆ ในลำไส้ก็อาจถูกบดบังได้เช่นเดียวกัน
PET/CT แสดงผลการตรวจที่ร่างกายเฉพาะในเวลานั้น
แต่ร่างกายมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นเนื้องอกที่เกิดขึ้นในอนาคตอาจตรวจไม่พบในขณะนั้นก็ได้ และในปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อแนะนำชัดเจน ในเรื่องระยะเวลาของการตรวจซ้ำ ในกรณีที่ผลตรวจ PET เป็นผลลบ
จากการศึกษา การตรวจคัดกรองมะเร็งในประเทศญี่ปุ่น ทำโดย Dr.Yasuda ในปี 1994-2002 ซึ่งทำในคนปกติ จำนวน 6147 คน พบว่า มีมะเร็งในกลุ่มคนดังกล่าวประมาณ 2.1% PET/CT สามารถตรวจพบมะเร็งชนิดต่างๆได้ 53% ซึ่งมะเร็งที่ไม่สามารถตรวจพบ จะเป็นมะเร็งในกลุ่มทางเดินปัสสาวะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งขนาดเล็กที่สุดที่ตรวจพบคือ 6 mm.
การศึกษาล่าสุดซึ่งตีพิมพ์ในปี 2006 โดย Dr.Idem
ซึ่งรวบรวมตั้งแต่ปี 1994-2005 โดยมีจำนวน9357 คน พบว่าในจำนวนนี้ มีผู้ป่วยมะเร็ง 3.16% โดย PET/CT ใม่สามารถตรวจพบมะเร็งในทางเดินปัสสาวะเป็นหลัก
ในปัจจุบันยังไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์อย่างชัดเจน ว่าการคัดกรองมะเร็งด้วย PET/CT
จะให้ประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้ป่วย แต่เมื่อพิจารณาถึงหลักการของการตรวจนี้ ซึ่งเป็นการถ่ายภาพในระดับเซลจึงทำให้ PET/CT อาจถูกเลือกใช้ให้เป็นวิธีการคัดกรองมะเร็งขั้นพื้นฐานในอนาคตอันใกล้นี้