การวินิจฉัยหาสาเหตุไอเรื้อรัง
นอกจากอาการเหนื่อยง่าย และเจ็บหน้าอกแล้ว อาการไอก็เป็นอาการแสดงอีกอย่างหนึ่งที่แสดงว่า ผู้ป่วยป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ อาการไอเป็นอาการของโรคที่พบบ่อยที่สุด
อาการไอเป็นกลไกของร่างกายที่พยายามขับสิ่งแปลกปลอม
ที่อาจเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจรวมทั้งเชื้อโรค เช่น
วัณโรคให้ออกไปจากร่างกาย
ในขณะที่การไอจะเป็นลดปริมาณเชื้อโรคในร่างกายของคนผู้ป่วย
แต่ก็เป็นการแพร่การติดเชื้อต่อไปให้ผู้อื่นด้วยเช่นกัน
ระบบหายใจของมนุษย์มีหน้าที่อยู่ 2 อย่าง คือ นำออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงร่างกายเพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ได้
และขับถ่ายของเสียคือ
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นผลจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง(น้ำตาล ฯลฯ)
เพื่อใช้เป็นพลังงานออกไป ถ้าปอดไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
เราจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ เพราะร่างกายจะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
และมีภาวะกรดเกินจากการคั่งของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด
โดยทั่วไปเราแบ่งระบบทางเดินหายใจ ออกเป็น 2 ส่วน คือ ทางเดินหายใจส่วนบน
(Upper Respiratory Tract) คือ ส่วนตั้งแต่กล่องเสียง (Larynx) ขึ้นไป
ประกอบด้วย จมูก ลำคอ กล่องเสียง และทางเดินหายใจส่วนล่าง (Lower
Respiratory Tract) คือ ส่วนที่อยู่ใต้กล่องเสียง (Larynx) ลงมา
ประกอบด้วยหลอดลมตั้งแต่หลอดลมใหญ่ (Trachea) ลงไปจนถึงถุงลม (รูปที่ 1)
รูปที่ 2 เป็นรูปถุงลมในปอด
(Alveoli) จะเห็นได้ว่าที่ผนังของถุงลมมีเส้นเลือดฝอยมาเลี้ยงอย่างมากมาย
ทำให้มีการแลกเปลี่ยนก๊าซได้ดี
เมื่อเลือดดำจากหัวใจเข้ามาถึงถุงลมจะได้รับออกซิเจนแล้วเปลี่ยนสภาพเป็นเลือดแดงก่อนออกไปจากปอด
การไอ-กลไกอย่างหนึ่งของการป้องกันระบบหายใจไม่ให้ได้รับอันตราย
เราหายใจเอาอากาศเข้าออกผ่านปอดวันละมากๆ
(ประมาณ 8,000-12,000 ลิตรต่อวันขึ้นกับปริมาณการทำงานและการออกกำลัง)
ขณะที่ในอากาศมีของเสียที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจปะปนอยู่
ยิ่งอยู่ในเมืองยิ่งมีมาก
รูปที่ 3 เป็นรูปภาพถ่ายในเมืองที่มีอุตสาหกรรมมาก จะเห็นควันหนาเป็นหมอก (Smog) ปกคลุมไปทั่วเมือง ตรงกันข้าม
รูปที่ 4 เป็นภาพถ่ายในสวนสาธารณะนอกเมืองซึ่งจะมีอากาศที่สดใส มลภาวะเป็นพิษน้อยกว่าในเมืองมาก มลภาวะเป็นพิษนอกบ้านได้แก่
รูปที่ 5 ควันจากโรงงาน
รูปที่ 6 ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ และมลภาวะเป็นพิษในบ้าน
รูปที่ 7
จากการสูบบุหรี่ รูปที่ 7 มลภาวะเป็นพิษอาจเป็นในรูปฝุ่นละออง
ก๊าซเคมี และเชื้อโรค เชื้อรา เชื้อไวรัสต่างๆ
ร่างกายจึงมีวิธีกำจัดสิ่งเหล่านั้นออกไป เพื่อลดอันตรายของทางเดินหายใจลง
ผงฝุ่นละอองขนาดโตเมื่อหายใจเข้าไป (โตเกินกว่า 10 ไมครอน)
ส่วนใหญ่จะติดอยู่ในส่วนโพรงจมูกและหลอดลมส่วนบน
คงมีฝุ่นที่มีขนาดเล็กเท่านั้นที่จะผ่านลงไปในหลอดลมส่วนล่างได้
ดังนั้นผงฝุ่นละอองขนาดเล็ก จะมีอันตรายกว่าผงฝุ่นละอองขนาดใหญ่
 |
 |
| รูปที่ 8 |
รูปที่ 9 |
เซลล์ที่เยื่อบุหลอดลมจะมีขนบุ (รูปที่ 8 ตรงปลายลูกศรสีแดงชี้) ซึ่งขนจะมีการโบกอยู่ตลอดเวลา
บนปลายขนจะมีเมือกคลุมอยู่เป็นแผ่นที่เรียกว่า Mucous Sheet หรือ
Mucociliary Blanket (รูปที่ 9)
ขนจะโบกไล่ให้เมือกเคลื่อนตัวไปสู่ลำคอส่วนต้น
ซึ่งเราอาจจะกลืนลงไปในกระเพาะหรือไอออกมา
สิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้าไปในหลอดลมจะถูกจับติดกับเมือกที่บุหลอดลม
เมื่อพวกสารเคมีที่มีอันตรายเข้าไปสัมผัสก็ถูกผสม
ทำให้เจือจางลงเกิดอันตรายน้อยลง ก๊าซก็เช่นเดียวกัน เชื้อต่างๆ
ที่หายใจเข้าไปจะถูกทำลายโดยภูมิต้านทานต่อเชื้อนั้นที่มีอยู่ในน้ำเมือกและโดยเม็ดเลือดขาว
และผลจะถูกขับถ่ายออกมาเป็นรูปของเสมหะ
ปกติการหลั่งสารเมือกนี้มีปริมาณน้อยมาก ราวๆ วันละ 10-100 ลบ . ซม .
ซึ่งทำให้เราไม่รู้สึกว่ามีเสมหะเพราะมันมักถูกกลืนลงไปกับน้ำลาย
การไออาจแบ่งตามระยะเวลาที่เป็น ถ้าไอไม่ถึง 1 สัปดาห์เรียกว่า
การไออย่างปัจจุบัน แต่ถ้าไอติดต่อกันนานเกิน 3 สัปดาห์เรียกว่า
ไอเรื้อรัง นอกนั้นการไออาจแบ่งได้เป็น ไอแห้งๆ คือ
- ไม่มีเสมหะ
- ไอมีเสมหะออกมา
- ไอเป็นเลือด ซึ่งต้องดูว่า เป็นเลือดอย่างเดียวไม่มีเสมหะปน หรือมีเสมหะปนอยู่ด้วย
สาเหตุของการไอมีอยู่มากมาย โรคของระบบทางเดินหายใจและปอดแทบทุกโรคทำให้เกิดอาการไอได้ทั้งสิ้น
นอกนั้นก็อาจเกิดจากโรคของระบบอื่น เช่น โรคจมูก โรคกระเพาะ โรคหัวใจ
ยาหลายอย่างทำให้เกิดการไอได้
การไออย่างปัจจุบันพบบ่อยมักเป็นจากการอักเสบของระบบทางเดินหายใจส่วนบน
เช่น หลอดลมอักเสบ และส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น ไข้หวัด
ไข้หวัดใหญ่ ในเด็กมักเป็นจากการอักเสบในลำคอ หรือต่อมทอลซิลอักเสบ
ในคนสูงอายุโดยเฉพาะมีโรคทางสมองอาจเป็นหลอดลมอักเสบ
เนื่องจากการสำลักอาหารหรือน้ำลาย
สาเหตุของการไอเรื้อรัง
ถ้าไม่นับผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ซึ่งมักจะมีอาการไอเรื้อรัง
เนื่องจากมีหลอดลมอักเสบเรื้อรังแล้ว
ผู้ป่วยที่มีอาการไอที่พบบ่อยที่สุดคือ
อาการไอเรื้อรังหลังเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยพวกนี้อาจมีอาการไอเรื้อรังได้
โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับพักผ่อนอย่างเพียงพอ
และมีการใช้เสียงมากในระยะเริ่มแรกของโรค ทำให้มีอาการหลอดลมอักเสบตามมา
นอกนั้นแล้วเรายังพบว่า
หลังการติดเชื้อไวรัสอาจทำให้หลอดลมมีความไวต่อการถูกกระตุ้น (Bronchial
Hyperresponsiveness หรือ BHR) แล้วจะมีการไอเกิดขึ้น
ซึ่งอาจกินเวลายาวนานถึง 3-4
สัปดาห์ได้โดยเฉพาะถ้าพักผ่อนไม่พอหรือใช้เสียงมากอยู่ โรคที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการไอบ่อยอื่นๆ ได้แก่ การอักเสบเรื้อรังในปอด เช่น วัณโรค หลอดลมอักเสบเป็นหนองเรื้อรัง
(Bronchiectasis) ฝีในปอด และมะเร็งในปอด เป็นต้น
แต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีเอ็กซ์เรย์ปอดผิดปกติ
รูปที่ 10
รูปที่ 10 เป็นเอกซ์เรย์ของผู้ป่วยซึ่งเป็นวัณโรคในระยะที่เป็นมากแล้ว
ซึ่งในรูปส่วนที่เป็นสีดำเป็นส่วนของปอดปกติ ฝ้าสีขาวในปอดทั้งสองข้างคือ
ส่วนที่เป็นโรค โรคนี้เมื่อเป็นแล้วจะมีการทำลายเนื้อปอด
ดังนั้นถ้าทิ้งไว้นานปอดจะยิ่งถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นภายหลัง
แม้จะรักษาโรคหายแล้วก็ตาม
แต่ผู้ป่วยอาจจะต้องทนทุกข์ทรมานจากปอดที่เหลือทำหน้าที่ได้ไม่เพียงพอ
รูปที่ 11
รูปที่ 11 เป็นเอกซ์เรย์ของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งของปอด
จะเห็นมีก้อนเนื้อขนาดใหญ่ในปอดขวากลีบล่าง (ตรงลูกศรชี้)
ผู้ป่วยรายนี้ไม่มีโอกาสหายขาด เพราะมะเร็งปอดจะหายขาดได้มีกรณีเดียวคือ
ต้องตัดออกได้หมด ถ้าตัดออกไม่ได้การให้ยา (Chemotherapy ) หรือการฉายแสง
(Radiotherapy) เป็นการประทังเวลาเท่านั้น
ในกรณีนี้ตัดออกไม่ได้เพราะก้อนมะเร็งลามเข้าไปในผนังทรวงอกแล้ว
ดังนั้นการวินิจโรคในระยะแรกเริ่มจึงมีความสำคัญมาก
รูปที่ 12
มะเร็งปอดเป็นโรคที่รุนแรงเพราะมะเร็งมักแพร่ไปเร็ว
บ่อยๆ เอกซ์เรย์ปอดเห็นก้อนมะเร็งยังไม่โต ก้อนผ่าตัดออกได้
แต่มะเร็งนั้นอาจแพร่กระจายไปที่อื่นแล้วก็ได้ ที่พบบ่อยคือ
แพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง สมอง กระดูก และตับ (รูปที่ 12)
รูปที่ 13
การตรวจเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ของทรวงอกจะให้ภาพที่มีรายละเอียดมากกว่าเอกซเรย์ธรรมดา รูปที่ 13 เป็นเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอกของผู้ป่วยซึ่งมีเอกซ์เรย์ปอดอย่างธรรมดาปกติ
แต่เอกซเรย์คอมพิวเตอร์จะเห็นมีก้อนมะเร็งอยู่ที่ปอดซ้ายกลีบบน
รูปที่ 14
แต่ผู้ที่มีเอกซ์เรย์ปอดผิดปกติ
อาจมีอาการไอโดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งผิดปกติที่พบในเอ็กซ์เรย์ได้ เช่น
ผู้ป่วยที่เคยได้รับเชื้อวัณโรคแต่หายแล้ว ทิ้งแผลเป็นให้เห็นเป็นจุดในปอด
(ตรงลูกศรชี้ รูปที่ 14 ) ผู้ป่วยพวกนี้ไม่มีอาการ ดังนั้นถ้ามีอาการไอ เราต้องหาสาเหตุอื่นว่าไอมาจากอะไร
สำหรับโรคที่ทำให้เกิดการไอเรื้อรังและมีเอกซ์เรย์ปอดปกติ (รูปที่ 15) ที่พบบ่อยได้แก่
รูปที่ 15
- โรคหอบหืด (Bronchial Asthma) ผู้ป่วยโรคหอบหืดโดยทั่วไปจะมีอาการไอ เหนื่อยง่ายและหายใจมีเสียงวี๊ด
แต่ก็มีผู้ป่วยอีกจำนวนมากมีโรคหอบหืดชนิดที่ไม่รุนแรง
บางรายไม่เคยมีอาการหืดจับหรือเหนื่อยง่ายเลย มีเพียงไอเรื้อรังเท่านั้น
(พบว่าประมาณ 25% ของผู้ป่วยโรคหอบหืดไม่เคยมีอาการหืดจับ)
แต่ถ้าตรวจสมรรถภาพปอดจะพบว่า หลอดลมมีความไวต่อสิ่งเร้า (Bronchial
Hyperresponsiveness หรือ BHR)
นอกนั้นผู้ป่วยพวกนี้ที่มีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
การตรวจเสมหะจะพบเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophils
แทนที่จะเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด Neutrophils
อย่างที่เห็นในหลอดลมอักเสบทั่วไป Eosinophilic Bronchitis นี้ถือเป็น
Cough-Variant Asthma คือ เป็นโรคหอบหืดที่มีหลอดลมตีบแบบไม่รุนแรง
จึงไม่มีอาการหอบหืด
- ผู้ป่วยซึ่งเป็นโรคแพ้อากาศและมีจมูกอักเสบเรื้อรัง (Allergic Rhinitis) ผู้ป่วยพวกนี้จะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และมีน้ำมูกไหลลงในคอเวลานอน
(Postnasal Drip) ทำให้มีอาการไอเรื้อรัง ผู้ป่วยอาจมีไซนัสอักเสบ
(Paranasal Sinusitis) ร่วมด้วย โดยที่สาเหตุของโรคเป็นภูมิแพ้เช่นกัน
ดังนั้นเราจึงพบโรคนี้ร่วมกับโรคหอบหืดในผู้ป่วยคนเดียวกันได้บ่อย
รูปที่ 16
- ผู้ป่วยที่มีกรดในกระเพาะและกรดไหลย้อนกลับเข้ามาในหลอดอาหารที่เรียกว่า Gastro-Esophageal Reflux Disease หรือ GERD ผู้ป่วยพวกนี้อาจมีไอเรื้อรังได้
รูปที่ 16 เป็นรูปวาดของระบบทางเดินอาหารส่วนบน อาหารผ่านปาก ลำคอ
หลอดอาหารส่วนต้น (Esophagus) แล้วลงไปในกระเพาะอาหาร (Stomach)
ตรงรอยต่อระหว่างหลอดอาหารส่วนต้นกับกระเพาะอาหารจะมีหูรูดปิดที่เรียกว่า
Gastroesophageal Sphincter หรือ Lower Esophageal Sphincter
ซึ่งจะกันไม่ให้อาหารและกรดในกระเพาะไหลย้อนกลับขึ้นไปได้
รูปที่ 17
รูปที่ 17 แสดงถึงการทำงานของหูรูดนี้ รูปซ้ายหูรูดปิดสนิท
ส่วนรูปขวาหูรูดหย่อนปิดไม่สนิท
ผลทำให้เกิดโรคและมีอาการของกรดไหลย้อนกลับ
จะเห็นได้ว่าโดยที่กรดส่วนใหญ่ออกมาทำให้มีการอักเสบในหลอดอาหารส่วนล่างไม่ขึ้นไปถึงลำคอ
ผู้ป่วยจึงอาจไม่มีอาการของกรดมากในท้อง เช่น แสบหน้าอกหรือยอดอก อาการเรอ
และท้องอืดเป็นต้น การวินิจฉัยทำได้ยากเพราะ ป ระมาณ 50%
ของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ผลการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Gastroscopy)
จะพบว่าปกติ แม้การตรวจหา pH Test ก็ผิดปกติแค่ 35% ของผู้ป่วยเท่านั้น
เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดประมาณ 40%
มีอาการทางเดินอาหารและกระเพาะอาหารอักเสบร่วมด้วย
ผู้ป่วยพวกนี้ตอบสนองดีต่อยาลดกรดพวก Proton-Pump Inhibitor (PPI) เช่น ยา
พ วก Omeprazole 40 mg เช้า-เย็น
- ผู้ป่วยที่ทานยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคความดันสูงและโรคหัวใจ
เช่น ยาพวก ACE Inhibitor อาจทำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยานี้มีอาการไอเรื้อรังได้
พบได้ราว 2-14% ของผู้ใช้ อาการเกิดในราว 3-4 สัปดาห์หลังใช้ยา
อาการไอมักเป็นแบบไอไม่มีเสมหะเป็นมากในตอนกลางคืนและเวลานอนราบ
อาการจะหายไปเมื่อหยุดยา ยาพวก Beta-Adrenergic Blocking Agent
อาจทำให้เกิดการไอในผู้ป่วยที่มีหลอดลมอักเสบเรื้อรังและโรคหอบหืดโดยช่วยทำให้หลอดลมตีบลง
- ผู้ป่วยที่ใช้เสียงมากๆ เช่น ตะโกนมากและพักน้อย เช่น พวกพ่อค้าแม่ค้า หากหยุดพักไม่ใช้เสียง 2-3 วัน อาการจะดีขึ้น
- มีคนเป็นจำนวนมากที่ไอหรือกระแอมโดยที่ไม่มีโรค
เรียก Psychogenic หรือ Habit Cough
การวินิจฉัยมักไม่พบว่ามีสาเหตุของการไออื่น
สันนิฐานว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากจิตใจ
ผลเสียของการไอ การไอมีผลต่อสุขภาพมากมาย เช่น
ทางปอด
- อาจมีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ มีการอักเสบของหลอดลมมากขึ้น บวมมากขึ้น มีการฉีกขาดเกิดขึ้น
- ปอดแตกและมีลมรั่วเข้าไปในช่องเยื่อบุหุ้มปอด (Pneumothorax) อันเป็นผลจาก Barotrauma ที่เกิดกับปอดขณะไอ
ทางสมอง
- มีอาการหมดสติ (Cough Syncope)
ทรวงอก
- เจ็บกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกซี่โครงหัก
การแทรกซ้อนอื่นๆ
- ปัสสาวะราด (Urine Incontinence)
- เสียงแหบ
- ไส้เลื่อน
- ปวดหลัง
- พักผ่อนไม่เพียงพอในผู้ที่มีอาการไอมากช่วงกลางคืน
การวินิจฉัยโรคไอเรื้อรัง
ส่วนใหญ่การซักประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจทางรังสีทรวงอกพอจะบอกสาเหตุได้ว่า อาการไอเกิดจากอะไร
แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายที่มีความจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
ซึ่งสามารถช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคและให้การรักษาได้ถูกต้องถึง 90%
แม้ว่าสาเหตุของการไอส่วนใหญ่จะเกิดจากโรคของปอดและระบบทางเดินหายใจก็ตาม
แต่บางครั้งก็พบว่าอาจเกิดจากโรคของระบบหัวใจ โรคของระบบทางเดินอาหาร
เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วประมาณ 20-60%
ของผู้ป่วยอาการไอมิได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เกิดจากหลายสาเหตุ
ดังนั้นแพทย์ผู้ตรวจนอกจากเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคแล้ว
แพทย์ควรรู้เรื่องอายุรกรรมทั่วไปอย่างดี
หรือมีการร่วมการรักษาเป็นทีมของกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
- ในกรณีที่สงสัยว่ามีโรคปอดอยู่แพทย์อาจขอตรวจเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ของทรวงอก
- ในกรณีที่สงสัยโรคเกิดจากการอักเสบของจมูกและหลอดลมส่วนต้น
อาจต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางหู คอ จมูก ร่วมตรวจรักษาด้วย
โดยอาจมีการเอกซ์เรย์ไซนัส (โพรงกระดูกที่อยู่รอบโพรงจมูก) (รูปที่ 18)
เพื่อหาสาเหตุ
รูปที่ 18
- ในกรณีที่สงสัยโรคหอบหืด
แพทย์อาจขอตรวจดูสมรรถภาพของปอด (Pulmonary Function Test)
เพื่อดูว่ามีหลอดลมตีบหรือไม่ ถ้าพบว่าตีบก็ให้พ่นยาขยายหลอดลม
ถ้าหลอดลมสนองต่อยาก็จะช่วยเพิ่มน้ำหนักในการวินิจฉัยโรค
บ่อยครั้งที่พบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดในขณะที่อาการโรคยังไม่จับ
(ไม่มีอาการ) อาจไม่มีหลอดลมตีบได้ ผลการตรวจสมรรถภาพปอดเบื้องต้น
อาจจะปกติทำให้บอกไม่ได้ว่าผู้ป่วยมีโรคหอบหืด
ควรมีการทดสอบว่าหลอดลมไวต่อการเร้าผิดปกติหรือไม่ โดยการตรวจที่เรียกว่า
Bronchial Challenge Test โดยใช้สารกระตุ้นให้หลอดลมเกิดการหดตัว
การตรวจนี้เครื่องมือที่ใช้
ควรเป็นเครื่องมือที่ให้ผลตรวจที่มีความแม่นยำสูง เรียกว่า Body
Pletysmograph (รูปที่ 19)
ซึ่งนอกจากมีความแม่นยำสูงแล้วยังใช้ตรวจสมรรถภาพปอดอื่นๆ เช่น
หาปริมาตรปอด และหาการแลกเปลี่ยนอากาศในถุงลมได้
ซึ่งเครื่องตรวจสมรรถภาพปอดอย่างธรรมดา (Spirometer)
ที่ใช้กันในโรงพยาบาลทั่วไปไม่สามารถทำได้
รูปที่ 19
- ในกรณีที่สงสัยว่ามีกรดในกระเพาะไหลย้อนกลับนั้น แพทย์อาจต้องให้ผู้ป่วยมีการตรวจทางระบบทางเดินอาหาร
ตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า การตรวจเป็นขั้นตอนตามที่กล่าวมาสามารถให้การวินิจฉัยและรักษาโรคได้สูงถึง 90-95% โดยที่โรคหลายชนิดถ้ายิ่งทิ้งไว้นานจะยิ่งรักษาให้หายยาก หรือไม่หายเลย ผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรังจึงไม่ควรรอการตรวจนานเกินไป