ฮอร์โมน
การรักษาด้วยวิธีฮอร์โมน
เราทราบกันมานานแล้วว่าการเจริญเติบโตของเต้านม
รวมทั้งการทำงานของเต้านมจะขึ้นอยู่กับฮอร์โมน
และก็พบต่อมาว่าการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านมในผู้หญิงก็ขึ้นอยู่กับฮอร์โมนเช่นกัน
ฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านม คือ
- ฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน, estrogen) ซึ่งผลิตจากรังไข่
(Ovary) ในหญิงที่ยังมีประจำเดือนอยู่ และจากต่อมหมวกไต (adrenal gland)
ในหญิงที่หมดประจำเดือนแล้วหรือในหญิงที่ถูกตัดรังไข่ออกไปแล้ว
- ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่งผลิตจากรังไข่เช่นเดียวกัน
- ฮอร์โมนเพศชาย (แอนโดรเจน, Androgen) ผลิตจากต่อมหมวกไต
- คอติโคสเตียรอย (Corticosteroid) ผลิตจากต่อมหมวกไต เช่นเดียวกัน
- ฮอร์โมนโปรแลคติน (Prolactin) ซึ่งกระตุ้นการหลั่งน้ำนม
และฮอร์โมนอีกหลายชนิดที่เป็นตัวควบคุมการหลั่ง
- ฮอร์โมนชนิดที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด
(Tropic hormone) ผลิตจากต่อมใต้สมอง (Pituitary gland)
โดยทั่วๆ ไปแล้วการรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนจะได้ผลดีประมาณ
30% ของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ แต่ก็เป็นที่นิยมใช้กันอย่างมาก
ทั้งนี้เป็นเพราะว่ามีผลแทรกซ้อนข้างเคียงน้อยกว่าการให้สารเคมีบำบัดมาก
และวิธีการบริหารยาก็สะดวกสำหรับผู้ป่วยมากกว่าการให้สารเคมีบำบัด
วิวัฒนาการในด้านการรักษาด้วยฮอร์โมนก้าวหน้าไปมาก
ปัจจุบันเรามีเอสโตรเจนรีเซบเตอร์เป็นตัวช่วยชี้ เป็นแนวทางว่า
ผู้ป่วยรายใดสมควรที่จะรักษาด้วยฮอร์โมนหรือไม่
จากการศึกษาพบว่าในผู้ป่วยที่มีเอสโตรเจนรีเซบเตอร์
จะมีผลตอบสนองในทางที่ดีต่อการรักษาด้วยฮอร์โมนวิธีต่างๆ ถึง 70%
ในขณะที่ผู้ป่วยที่ไม่มีเอสโตรเจนรีเซบเตอร์
จะมีผลตอบสนองในทางที่ดีต่อการรักษาด้วยฮอร์โมนเพียงไม่ถึง 10%
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการหาเอสโตรเจนรีเซบเตอร์จากก้อนมะเร็งที่ตัดออกมาในตอนแรกจะมีความสำคัญมาก
ในผู้ป่วยที่มีเอสโตรเจนรีเซบเตอร์ก็จะได้รับการรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนก่อน
ถ้าไม่ได้ผลแล้วจึงรักษาด้วยการใช้สารเคมีบำบัด
ส่วนในรายที่ไม่มีเอสโตรเจนรีเซบเตอร์ ก็ไม่ควรทดลองด้วยวิธีฮอร์โมน
เพราะจะได้ผลน้อยมาก จึงควรจะรักษาด้วยการใช้สารเคมีบำบัด ซึ่งก็จะได้ผลค่อนข้างดี
แต่ก็อาจจะมีอาการแทรกซ้อนข้างเคียงสูงกว่า และการบริหารยาก็จะสลับซับซ้อนกว่า
นอกจากเราจะอาศัยเอสโตรเจนรีเซบเตอร์เป็นตัวช่วยชี้แนวทางของการรักษาแล้ว
สำหรับในรายที่ไม่สามารถหาเอสโตรเจนรีเซบเตอร์ เราก็มีวิธีอื่นๆ ที่จะพอช่วยบอกได้
แต่ก็มักจะไม่แน่นอนเหมือนกับการหาเอสโตรเจนรีเซบเตอร์
ซึ่งจะไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้
เมื่อแพทย์ได้พิจารณาโดยรอบคอบแล้วว่า
ผู้ป่วยรายใดบ้างที่สมควรจะได้รับการรักษาด้วยวิธีฮอร์โมน
แพทย์ก็จะต้องดูว่าผู้ป่วยยังมีประจำเดือนอยู่หรือไม่
หมดประจำเดือนไปนานเท่าไหร่แล้ว หรือไม่มีประจำเดือนจากการผ่าตัดมดลูกหรือเปล่า
เพราะว่าวิธีการรักษาจะต้องแตกต่างกันออกไป ในผู้ป่วยที่ยังมีประจำเดือนอยู่
(premenopausal) ลำดับแรกของการรักษาด้วยฮอร์โมนก็คือ การทำลายรังไข่ (castration)
เพราะแพทย์ทราบดีว่ารังไข่เป็นตัวสำคัญที่สุดในการสร้างฮอร์โมนเพศหญิง
ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เซลมะเร็งเต้านมมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว