คลินิกฝังเข็ม และนวดแผนจีน
โรงพยาบาลกรุงเทพได้นำการแพทย์แผนจีนมาใช้เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ป่วย
โดยให้บริการการแพทย์แผนจีนอย่างถูกต้องตามหลักประกอบการโรคศิลป์
และถูกต้องตามกระบวนการศึกษาและวินิจฉัยที่ได้มาตรฐาน
การแพทย์แผนจีนคือศาสตร์
และศิลป์แห่งการรักษาที่ได้รับการยอมรับมากว่า 2,000 ปี
เชื่อกันมากว่า 2,000 ปีแล้วว่า
ความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายขึ้นอยู่กับ “ดุลยภาพ”
และความกลมกลืนกันของจิตใตและสิ่งแวดล้อมภายนอก
เมื่อใดที่ดุลยภาพและความกลมกลืนนี้หายไป ก็จะทำให้เกิดความเจ็บไข้นี้ตามมา
การแพทย์แผนจีนเชื่อว่ามนุษย์มีพลังงานแห่งชีวิตที่เรียกว่า “ชี่” (Chi or Qi)
ไหลเวียนทั่วร่างกายผ่านทางเดินพลังงานหลัก 12 ทางที่เรียกกันว่า “เมอริเดียน”
(Meridian) ซึ่งในแต่ละเมอริเดียนจะเชื่อมโยงกับอวัยวะภายในที่สำคัญและ “ชี่”
จะเป็นตัวให้พลังแก่อวัยวะดังกล่าว เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“หยิน” (Yin) พลังงานบวก และ “หยาง” (Yang) พลังงานลบ
ตัวอย่างของ “หยิน” คือ ความเย็น ความมืด ตัวอย่างของ “หยาง” คือ ความร้อน
ความสว่าง ความดุล ของ 2 สิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดความปกติของ “ชี่”
ซึ่งการวินิจฉัยการเกิดโรคขึ้นอยู่กับการมองว่า “หยิน” และ “หยาง”
มีความสมดุลหรือไม่ เช่น ผู้ป่วยที่มีไข้สูงแก้มจะสีแดง และปวดศีรษะมาก
แสดงว่าร่างกายมี “หยาง”มากเกินไป ขณะที่ผู้ป่วยมีอาการอ่อนล้า ซูบซีด
และมีแขนขาเย็นจะมี “หยิน” มากเกินไป
แนวทางการรักษา คือการพยายามทำให้ “หยิน” และ “หยาง”
กลับมาอยู่ในภาวะสมดุลกันอีกครั้งซึ่งการวินิจฉัยโรคของแพทย์แผนจีนนอกจากการซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียดเช่นเดียวกับการแพทย์แผนปัจจุบันแล้วยังมีรูปแบบการตรวจที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะการแพทย์แผนจีน
อาทิ
- การคลำชีพจร
เป็นการตรวจที่ใช้บ่อยที่สุดทางการแพทย์แผนจีน โดยการวางนิ้วมือ 3
นิ้วมือลงบนตำแหน่งชีพจรหลายๆ
จุดทั่วร่างกายซึ่งชีพจรแต่ละจุดมีความสัมพันธ์กับเมอริเดียน
และอวัยวะที่เชื่อมโยงอยู่กับเมอริเดียนนั้นๆ
- การดูลิ้น
เชื่อกันว่าส่วนต่างๆ ของลิ้นมีความสัมพันธ์กับอวัยวะภายในต่างๆ ในร่างกาย
การดูสีหรือความหนาของลิ้นรวมถึงสิ่งที่ฉาบอยู่บนลิ้นสามารถบอกได้ถึงความสมบูรณ์
แข็งแรงของอวัยวะนั้นๆ
จากการตรวจ 2 อย่างข้างต้น การตรวจดูปัสสาวะ
หรือการตรวจดูตำแหน่งของเหงื่อที่ออกตามร่างกายก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการตรวจ
โดยหลังจาการตรวจวินิจฉัยที่แน่นอนแล้ว
จึงวางแผนการรักษาตามแบบแพทย์แผนจีนดังต่อไปนี้
การฝังเข็ม (Acupuncture)
เป็นการปรับสภาพการไหลเวียนของ “ชี่”
โดยใช้เข็มขนาดเล็กแทงเข้าตามจุดต่างๆ กว่า 350 จุดทั่วร่างกายตามแนวของเมอริเดียน
จุดที่จะทำการฝังเข็มขึ้นอยู่กับการซักประวัติ ผลการตรวจชีพจร และการดูลิ้น
เมื่อทำการฝังเข็มไปที่จุดเมอริเดียน
จะมีผลถึงอวัยวะภายในร่างกายที่เชื่อมโยงกับเมอริเดียนนั้นๆ นอกจากนี้ความตื้น-ลึก
ของเข็มการขยับเข็มขึ้น-ลง การหมุน-ปั่นเข็ม รวมถึงการใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า
ก็มีผลกับการไหลเวียนของ “ชี่” ให้ดีขึ้นได้ โดยเชื่อกันว่า “ใบหู”
แต่ละข้างเป็นที่รวมจุดสำคัญที่เชื่อมโยงอวัยวะภายในร่างกาย ดังนั้น
ใบหูจึงเป็นจุดแทงเข็มที่อาจใช้ในการรักษาโรคหลายชนิด
ซึ่งได้รับการยอมรับว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดศีรษะไมเกรนปวดศีรษะ และอาการปวดหลัง เป็นต้น
การนวดแผนจีน (Acupressure)
เป็นการรักษาแขนงหนึ่งของการแพทย์จีน
เริ่มจากการวินิจฉัยอาการของโรค จากนั้นจึงนวดตามจุดต่างๆ
ในร่างกายเพื่อให้ระบบการไหลเวียน และขจัดความเมื่อยล้าต่างๆ ได้ดีขึ้น
การรักษาด้วยถ้วยสุญญากาศ (Cupping)
เป็นการทำให้ถ้วยเกิดความร้อน และเป็นสุญญากาศ
จากนั้นคว่ำแก้วลงบนผิวหนัง สุญญกาศจะทำให้ถ้วยแก้วดูดติดกับผิวหนังบริเวณดังกล่าว
ซึ่งทำให้ส่วนที่อยู่ใต้ผิวหนังนั้นมีการไหลเวียนของโลหิตที่ดีขึ้น
โรงพยาบาลกรุงเทพได้นำการแพทย์แผนจีนมาใช้เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ป่วย
โดยให้บริการการแพทย์แผนจีนอย่างถูกต้องตามหลักการประกอบโรคศิลป์
และถูกต้องตามกระบวนการศึกษา และวินิจฉัยที่ได้มาตรฐาน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คลินิกฝังเข็ม และนวดแผนจีน
โทร. 0-2755-1905-6 (09.00 -17.00 น.)หรือที่
Contact Center โทร. 1719 (24 ชม.)
Email :
info@bangkokhospital.com
หรือ รับคำปรึกษาจากแพทย์ได้
ที่นี่