สาระน่ารู้ หู คอ จมูก โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์หู คอ จมูก รพ.กรุงเทพ

A chinese lion statue

สาระน่ารู้ หู คอ จมูก เป็นเว็บบล็อกที่เขียนขึ้นโดย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก
โรงพยาบาลกรุงเทพ, โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อให้ความรู้ด้านหู คอ จมูก ให้กับประชาชนทั่วไป บทความที่เขียนขึ้น ส่วนใหญ่เป็นคำอธิบาย หรือคำแนะนำ ที่ให้กับผู้ป่วยเมื่อมารับการตรวจ ซึ่งจะนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจ ในภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น อันจะนำมาสู่การเสริมประสิทธิภาพในการรักษาให้มากยิ่งขึ้น

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เว็บบล็อกนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าชม และยินดีรับฟังคำติชมจากทุกท่าน เพื่อนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป :-)

มะเร็งกล่องเสียง (8)

พญ.จิราวดี จัตุฑะศรี December 27th, 2007

ear58.jpgสำหรับผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงระยะสุดท้ายที่โรคลุกลามมากจนไม่สามารถรักษาหรือควบคุมโรคได้ เช่น มะเร็งกระจายไปยังอวัยวะสำคัญ เช่น กระดูก ปอด สมอง เส้นเลือดใหญ่ เป็นต้น การรักษาพยาบาลก็ยังพอจะมีบทบาทอยู่บ้าง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาแบบประคับประคองและรักษาตามอาการ ป้องกันและบรรเทาความทุกข์ทรมานต่างๆ รวมทั้งดูแลปัญหาอื่นๆ ให้ครบถ้วนทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

อาการที่พบได้บ่อย คือ ความเจ็บปวด มีเสมหะ หายใจลำบาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ปากแห้ง ท้องผูก วิตกกังวล นอนไม่หลับ น้ำหนักลด เป็นต้น

การรักษาทางด้านร่างกายนั้น ก็คือ ให้ยาแก้ปวด ยาคลายเครียด ให้อาหารและสารน้ำ เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เจาะคอ (Tracheostomy) เพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น และดูดเสมหะออกจากหลอดลมเมื่อมีปริมาณเสมหะมากหรือค่อนข้างเหนียว

การรักษาด้านจิตใจนั้นก็มีความสำคัญพอๆ กับการรักษาทางด้านร่างกาย ผู้ป่วยระยะนี้มักต้องการการประคับประคองทางด้านจิตใจอย่างมาก กลัวถูกทอดทิ้ง รู้สึกโดดเดี่ยว ซึมเศร้า วิตกกังวล สับสน  ดังนั้นบุคคลใกล้ชิดจึงควรพูดคุยและรับฟังผู้ป่วยด้วยความเข้าใจจริง รวมทั้งต้องมีจิตใจที่หนักแน่น มั่นคง มีสติ และเอาใจเขามาใส่ใจเรา การดูแลและใกล้ชิดต่อผู้ป่วยนั้นควรกระทำให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ บางครั้งอาจต้องพึ่งศาสนาและความเชื่อ โดยนำคำสอนและหลักธรรมทางศาสนา ความศรัทธา ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือบุคคลที่ผู้ป่วยเคารพ (เช่น พระหรือผู้นำทางศาสนา ) มาปลอบประโลมจิตใจผู้ป่วยเพื่อปลดเปลื้องความขัดแย้งในจิตใจ และทำให้จิตใจของผู้ป่วยสงบขึ้น  นอกจากนั้น กลุ่มบุคคลอาสาสมัคร ก็สามารถเข้ามามีส่วนช่วยด้านความเข้าใจจิตใจและสังคมได้ เพื่อให้ผู้ป่วยค้นพบคุณค่าของตนเอง รวมทั้งเข้าใจชีวิตและเพื่อนมนุษย์มากขึ้น เช่นบุคคลที่เคยได้รับการรักษาโรคมะเร็งกล่องเสียงมาก่อน  ก็สามารถนำประสบการณ์ตรงของตนเองมาอธิบาย บอกเล่าให้ผู้ป่วยฟังได้ ทำให้ผู้ป่วยได้มีกำลังใจและพบว่ายังมีอีกหลายๆ คนที่ป่วยเป็นโรคเดียวกับตนเอง

การรักษาเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคที่เป็น แต่ทำให้ผู้ป่วยไม่ทุกข์ทรมาน มีสติ มีความเข้าใจต่อตนเอง โรคและสังคม และในที่สุดเพื่อให้เขาได้จากไปด้วยจิตใจที่สงบ

พิมพ์หน้านี้ พิมพ์หน้านี้

มะเร็งกล่องเสียง (7)

พญ.จิราวดี จัตุฑะศรี December 19th, 2007

ear58.jpgดังที่เคยกล่าวไปแล้วว่า เมื่อทราบว่าเป็นมะเร็งควรรีบมารับการรักษาและควรได้รับการรักษาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ หากว่าไม่ได้รับการรักษาให้ทันท่วงที หรือรักษาไม่ครบวงจร ตัวโรคก็จะดำเนินต่อไปลุกลามมากขึ้น จนถึงขั้นสุดท้ายของโรคได้

อาการเริ่มต้นของมะเร็งกล่องเสียงนั้น อาจมีแค่เสียงแหบ เจ็บระคายในคอก็เป็นได้ เมื่อโรคเริ่มลุกลาม ตัวก้อนเนื้อร้ายก็จะขยายขนาดมากขึ้น เริ่มลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง เช่น ลุกลามไปยังกล้ามเนื้อของสายเสียงทำให้เสียงแหบมากขึ้น เริ่มสำลักอาหารและน้ำดื่ม เริ่มไอมากขึ้นและอาจมีไอเป็นเลือดได้  ถ้าเนื้อร้ายลุกลามมากขึ้นอีกอาจกัดกร่อนกระดูกอ่อนของกล่องเสียงและทะลุออกมานอกกล่องเสียงมายังชั้นกล้ามเนื้อที่คอ ชั้นผิวหนังที่ลำคอได้ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บบริเวณลูกกระเดือกและมีก้อนที่บริเวณลูกกระเดือก  ก้อนเนื้อขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจทำให้อุดตันทางเดินหายใจ หรือทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบลง ผู้ป่วยจะเริ่มเหนื่อยเหมือนหายใจไม่พอ และหากว่าก้อนอุดตันทางเดินหายใจก็จะถึงแก่ชีวิตได้  นอกจากนั้นถ้าก้อนเนื้อลุกลามออกนอกกล่องเสียงไปทางด้านหลังเข้าไปยังหลอดอาหาร ผู้ป่วยจะมีปัญหาทางด้านการกลืน เช่น กลืนไม่ลง กลืนลำบาก กลืนแล้วเจ็บ จนไม่อยากรับประทานอาหารและผ่ายผอมลงเรื่อยๆ หากก้อนยังลุกลามไปอีกก็จะเริ่มมีปัญหากับกระดูกสันหลังระดับคอ อาจมีปวดคอ  กระดูกต้นคอทรุดกดทับเส้นประสาทได้  บางครั้งตัวก้อนเนื้อร้ายไม่ขยายขนาดแต่เซลล์มะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอ ก็จะมีต่อมน้ำเหลืองที่คอโต ซึ่งอาจโตแค่ต่อมเดียว หรือหลายต่อมก็ได้  ตัวโรคเองอาจกัดกร่อนเส้นเลือดใหญ่ที่คอ ทำให้มีเลือดซึมออกมานอกเส้นเลือดไหลเข้าช่องคอ ทำให้มีเลือดออกทางปากได้ ถ้ากัดกร่อนเส้นเลือดมากๆ เข้า ร่วมกับโรคลุกลามทะลุมาที่ผิวหนัง ผู้ป่วยจะมีเลือดออกทางผิวหนังปริมาณมาก และเสียชีวิตได้ในที่สุด

เมื่อโรคลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเริ่มกระจายไปอวัยวะสำคัญอื่นๆที่อยู่ห่างไกลคอออกไป เช่นกระดูก  สมอง ตับ ปอด เป็นต้น อาการที่เกิดขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับอวัยวะที่โรคกระจายไป เช่น ปวดกระดูก (กระดูก) ปวดศีรษะ มึนเวียนศีรษะ (สมอง) ตัวเหลืองตาเหลือง อ่อนเพลีย (ตับ) ไอเป็นเลือด หอบเหนื่อย เจ็บอก (ปอด) หากโรคลุกลามไปยังอวัยวะเหล่านี้แล้วนั่นหมายความว่า เป็นมะเร็งที่ ขั้น 4 (ระยะสุดท้าย) ซึ่งยากต่อการรักษาให้หายขาด การรักษาของมะเร็งในระยะสุดท้ายนี้มีวัตถุประสงค์ คือ รักษาตามอาการ และประคับประคอง เพื่อให้ผู้ป่วยไม่ทรมานมาก เช่น ให้น้ำเกลือ ยาแก้ปวด เป็นต้น

พิมพ์หน้านี้ พิมพ์หน้านี้

ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ แตกต่างกันอย่างไร

นพ.สมศักดิ์ หวานกิจเจริญ December 17th, 2007

ช่วงนี้ มีการระบาดของไข้หวัดรวมทั้งไข้หวัดใหญ่ค่อนข้างมาก เนื่องจากอากาศกำลังเปลี่ยนแปลง วันนี้ลองมาดูความแตกต่างของทั้งสองโรคนี้กันนะครับ

โดยทั่วไป ไข้หวัดใหญ่ มักจะมีอาการที่รุนแรงมากกว่า ไข้หวัดธรรมดา โดยสังเกตได้จากอาการและอาการแสดงดังต่อไปนี้

  • ไข้หวัดใหญ่มักมีอาการเกิดขึ้นทันทีทันใด ขณะที่ไข้หวัดธรรมดา อาจมีอาการค่อยเป็นค่อยไป เช่นเริ่มคัดจมูก มีน้ำมูก และอาจมีไข้ตามมา
  • อาการไข้ในไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูง เป็นหลายวัน อาจมีอาการหนาวสั่นสะท้านร่วมด้วย ขณะที่ไข้หวัดธรรมดา อาจมีไข้แต่ไม่สูงมากนัก
  • ไข้หวัดใหญ่ ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียอย่างมาก ขณะที่ไข้หวัดธรรมดา อาจมีเพียงอาการน่ารำคาญเท่านั้น
  • ไข้หวัดใหญ่มักมีอาการปวดเมื่อยตามข้อ และกล้ามเนื้อ รวมทั้งมีอาการปวดศีรษะ ขณะที่ไข้หวัดธรรมดา มักไม่มีอาการเหล่านี้ 
  • ผู้ที่เป็นไข้หวัดใหญ่มักมีอาการเบื่ออาหาร ขณะที่ไข้หวัดธรรมดา มักจะรับประทานอาหารได้ตามปกติ

 อย่างไรก็ตาม อาการของไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ อาจมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก รวมทั้งแยกออกจากจากการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินหายใจส่วนต้น ดังนั้น หากคุณสังเกตว่า ตัวคุณ หรือบุตรหลานของคุณ มีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย และเป็นอยู่หลายวัน โดยมีแนวโน้มไม่ดีขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ ในปัจจุบัน มีการตรวจเลือดที่สามารถบอกได้ว่า อาการดังกล่าวเป็นอาการของไข้หวัดใหญ่หรือไม่ ในผู้ป่วยบางราย อาจจำเป็นต้องให้ยาต้านไวรัส ซึ่งจะได้ผลดีหากใช้ภายใน 48 ชม.แรกหลังได้จากเริ่มมีอาการ

มะเร็งกล่องเสียง (6)

พญ.จิราวดี จัตุฑะศรี December 12th, 2007

ear58.jpgเมื่อทราบว่าเป็นมะเร็งผู้ป่วยควรตั้งสติให้ดี ไม่ต้องตกตกใจ ให้รีบปรึกษาแพทย์ และเริ่มต้นการรักษาให้เร็วที่สุด ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่ามะเร็งของกล่องเสียง บางครั้งสามารถรักษาด้วยการฉายแสง  หรือผ่าตัดเพียงอย่างเดียวได้ แต่บางครั้งต้องใช้ทั้งการฉายแสงควบคู่กับการผ่าตัด และอาจต้องเพิ่มด้วยการใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะของโรคที่เป็น ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรรักษาให้ครบถ้วน เนื่องจากการรักษาแบบครึ่งๆ กลางๆ นั้นไม่เพียงพอที่จะควบคุมโรคได้  ในที่สุดก็จะลุกลามมากขึ้น

หลังจากตัดกล่องเสียงออกไปแล้วผู้ป่วยก็จะหายใจทางหลอดลมที่มาเปิดที่ผิวหนังบริเวณลำคอ ดังนั้นอากาศที่หายใจเข้าไปในปอดจะไม่ผ่านโพรงจมูกอีกต่อไป ปกติแล้วจมูกจะคอยปรับความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสมให้แก่อากาศที่จะผ่านลงไปยังปอด เมื่ออากาศไม่ผ่านจมูกแล้วความชื้นจึงน้อยกว่าปกติทำให้อากาศที่ลงไปในหลอดลมค่อนข้างแห้ง เยื่อบุภายในหลอดลมก็จะแห้งกว่าปกติ เกิดภาวะหลอดลมอักเสบได้ง่ายขึ้น มีเสมหะปนเลือดได้บ่อยๆ  เนื่องจากเส้นเลือดฝอยภายในหลอดลมจะอ่อนแอกว่าปกติ  ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรที่จะต้องหมั่นหยอดน้ำเกลือสะอาด 2 -3 หยดลงไปในหลอดลม เพื่อก่อให้เกิดความชุ่มชื้นที่พอเหมาะ หน้าที่ของจมูกอีกกรณี คือ มีขนจมูกช่วยกรองฝุ่นละอองและเชื้อโรค เพื่อไม่ให้เข้าปอดที่พอเหมาะ หน้าที่ของจมูกอีกกรณีคือ มีขนจมูกช่วยกรองฝุ่นละอองและเชื้อโรค เพื่อไม่ให้เข้าปอด  ภาวะหลังตัดกล่องเสียงนั้นจะไม่มีตัวกรองเชื้อโรค ฝุ่นละอองจากอากาศ ปอดและหลอดลมก็จะรับเชื้อต่างๆ รวมทั้งสิ่งสกปรกในอากาศได้ง่ายขึ้น ผู้ป่วยจึงควรจะมีผ้าพันคอบางๆมาปกคลุมที่บริเวณรูเปิดของหลอดลม (หรือใช้ผ้าพันคอที่ทำขึ้นสำหรับผู้ป่วยที่ตัดกล่องเสียงโดยเฉพาะก็ได้)

ควรดูแลรักษาอุปกรณ์การช่วยพูดให้ดี หากอุปกรณ์ช่วยพูดแบบที่ใช้แบตเตอรี่ทำงานผิดปกติไป อาจเกิดจากพลังงานในแบตเตอรี่หมด หรืออุปกรณ์เสื่อมตามกาลเวลาก็ควรนำอุปกรณ์นั้นมาตรวจเช็ค และหากกล่องเสียงเทียมที่ใส่ไว้ในคอทำงานผิดปกติไป เช่น พูดได้ไม่ชัด สำลักอาหารและน้ำให้รีบมาพบแพทย์ เพื่อตรวจสภาพกล่องเสียงเทียมว่าเสื่อมหรือไม่ หรืออาจเกิดจากโรคมะเร็งย้อนกลับมาลุกลามบริเวณคออีกครั้งก็เป็นไปได้

การฉายแสงและเคมีบำบัดอาจมีผลทำให้ปากคอแห้ง เบื่ออาหารได้  ผู้ป่วยต้องพยายามรับประทานให้ได้ หรืออาจใช้อาหารเสริม หรือวิตามินเพิ่มเติม เพื่อไม่ทำให้ร่างกายอิดโรย, ทรุดโทรม

มะเร็งคือโรคร้ายแรง ซึ่งบางครั้งแม้ว่าจะได้รับการดูแลรักษาจนครบถ้วนแล้ว โรคก็อาจจะย้อนกลับมาแสดงอาการได้อีก ผู้ป่วยจึงควรดูแลตัวเองให้ดี รีบไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ และไปรับการตรวจเช็คตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง

พิมพ์หน้านี้ พิมพ์หน้านี้

มะเร็งกล่องเสียง (5)

พญ.จิราวดี จัตุฑะศรี December 11th, 2007

ear58.jpgโดยทั่วไปแล้วผู้ที่อายุมาก  มักจะฝึกการออกเสียงด้วยอากาศจากกระเพาะอาหารได้ยาก และท้อแท้ที่จะฝึกให้สำเร็จ  จึงมักจะแนะนำให้ใช้อุปกรณ์ช่วยพูดแบบที่ใช้แบตเตอรี่ (Electrolarynx) ซึ่งไม่ต้องใช้การฝึกฝนอะไร ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีปัญหาทางด้านโรคปอด หรือโรคปอดที่เป็นอยู่นั้นสามารถควบคุมอาการได้ดี มักจะนิยมให้ใส่กล่องเสียงเทียม (Voice prosthesis) ไว้ตรงรอยเชื่อมระหว่างหลอดลมและหลอดอาหาร (Trachooesophageal puncture) เนื่องจากจะสามารถพูดได้นานและคุณภาพของเสียงค่อนข้างดี ซึ่งกล่องเสียงเทียมนี้ ภายในจะมีลิ้น (Valve) อยู่ 1 อัน เมื่อลิ้นนี้ทำงานไม่ดีหรือเริ่มเสื่อมก็ต้องเปลี่ยนเอากล่องเสียงเทียมอันใหม่มาใส่แทนอันเก่า และหากผู้ป่วยมีคราบเสมหะไปอุดตันที่ลิ้น (valve) นี้ ก็จะทำให้ไม่สามารถเปล่งเสียงได้

ดังนั้นจึงต้องคอยดูแล นั่นคือ หมั่นสังเกตุว่ามีคราบเสมหะมาอุดตันที่รูเปิดของกล่องเสียงเทียมหรือไม่ หากสังเกตุว่ามี  ให้ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดกล่องเสียงเทียมนี้มาขจัดคราบเสมหะออกไป และหากมีภาวะทางเดินหายใจอักเสบติดเชื้อซึ่งจะทำให้เกิดการไอ และมีเสมหะได้นั้นให้รีบพบแพทย์เพื่อรับประทานยาตั้งแต่เนิ่นๆ  กล่องเสียงเทียมนี้มีระยะเวลาการใช้งานจำกัด ขึ้นอยู่กับชนิดที่ใช้ โดยทั่วไปจะใช้ได้นานประมาณ 6 เดือน ก็จะเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพลง ในผู้ป่วยบางรายที่ไม่ค่อยดูแลสุขภาพช่องปาก ทำให้มีเชื้อโรคในช่องปากเยอะ ก็อาจมีเชื้อรามาเกาะที่ตัวกล่องเสียงเทียม และทำให้ลิ้น เปิด – ปิด ภายในกล่องเสียงเทียมทำงานไม่ดีพอ และมีผลทำให้ต้องเปลี่ยนกล่องเสียงเทียมอันใหม่ก่อนเวลาอันควรได้   อาการที่แสดงว่าลิ้น เปิด – ปิด ทำงานไม่ดีคือสำลักเวลากลืนอาหาร และพูดไม่ค่อยออก เสียงพูดเพี้ยนไปจากที่เคย แต่ถ้าหากผู้ป่วยดูแลช่องปากได้สะอาดดี  กล่องเสียงเทียมนี้ก็อาจใช้งานได้นานกว่าระยะเวลาที่กำหนด

เมื่อต้องใส่กล่องเสียงเทียมอันใหม่แทนอันเก่า ควรให้แพทย์เป็นคนเปลี่ยนให้   เนื่องจากต้องมีการพ่นยาชา เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองและไอรุนแรงในขณะเปลี่ยนและเพื่อจะได้มีเครื่องมือดูดน้ำลายและเสมหะ หลังจากเปลี่ยนกล่องเสียงเทียมอันใหม่แล้วผู้ป่วยก็จะสามารถเริ่มพูดใหม่ได้เลย (ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีในการถอดเอาเก่าออกและใส่อันใหม่แทนที่)

อาการที่แสดงว่าควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คสภาพของกล่องเสียงเทียมคือ เสียงพูดเปลี่ยนไป เช่น พูดได้เบาลง พูดไม่ออก หรือต้องใช้แรงมากขณะพูด  พูดแล้วเหนื่อย รวมทั้งมีอาการสำลักเวลารับประทานอาหารและน้ำดื่ม

พิมพ์หน้านี้ พิมพ์หน้านี้

Next »